แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เรื่องรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เรื่องรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

น่ารู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อเพลิง E85 พร้อมปั๊มบริการจำหน่าย


E85 คืออะไร
เชื้อเพลิงที่มีตัวอักษร ‘E’ นำหน้า หมายถึงการผสมผสานระหว่างน้ำมันเบนซินและเอทานอล (หรือในอีกชื่อเรียกว่า ‘แก๊สโซฮอลล์’) สำหรับตัวเลขที่ต่อท้ายมานั้นคือปริมาณเอทานอลที่ผสมอยู่ อาทิ E85 มีส่วนผสมของเอทานอล 85 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันเบนซิน 15 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ E10 มีเอทานอล 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันเบนซิน 90 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ E20 ที่มีเอทานอล 20 เปอร์เซ็นต์
ในประเทศไทย เชื้อเพลิงแก๊สโซฮอลล์ทุกประเภทที่เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปี 2544 มีส่วนผสมเอทานอล E10 สำหรับในประเทศอื่นๆก็มีการส่งเสริมให้ใช้แก๊สโซฮอลล์อย่างแพร่หลาย ทั้งออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา สหรัฐอเมริกาและยุโรป
ผู้บริโภคชาวไทยบางคนอาจสับสนระหว่าง ‘แก๊สโซฮอลล์ 95’ และ ‘แก๊สโซฮอลล์ 91’ แต่แท้จริงแล้วเข้าใจง่ายมาก แก๊สโซฮอลล์ 95 คือ E10 ที่ผสมน้ำมันออคเทน 95 (ดูหมายเหตุตัวเลขออคเทนด้านล่าง) ขณะที่แก๊สโซฮอลล์ 91 ที่มีราคาจำหน่ายถูกกว่านั้นผสมน้ำมันออคเทน 91 ทั้งนี้ แก๊สโซฮอลล์ 95 ที่มีระดับออคเทนมากกว่าจะให้สมรรถนะที่ดีกว่าเล็กน้อยในรถที่มีอัตราส่วนกำลังอัดสูงและมีระบบจุดระเบิดแปรผัน
เอทานอลผลิตจากวัสดุทางชีวภาพที่ผ่านกระบวนการหมัก วัตถุดิบดังกล่าวมีทั้งอ้อย มันสำปะหลัง เมล็ดข้าว ข้าวบาร์เลย์ มันเทศ ต้นทานตะวัน ข้าวสาลีและมวลชีวภาพอื่นๆ โดยอ้อยและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอลในประเทศไทย
ปัจจุบัน ในประเทศไทย มีการทำการเกษตรไร่อ้อยรวมพื้นที่ทั้งสิ้น 8 ล้านไร่และพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังอีกจำนวน 8 ล้านไร่

เอทานอลและสิ่งแวดล้อม
ประโยชน์ของเอทานอลต่อสิ่งแวดล้อมเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เอทานอลมีปริมาณออกซิเจนสูงกว่า (ราว 30 เปอร์เซ็นต์) เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซิน ผลลัพธ์ที่ได้คือการเผาไหม้ที่สะอาดกว่า โดยทั่วไปแล้วเชื้อเพลิง E85 จะช่วยลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงได้ราว 21 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มลพิษอื่นๆ อย่างคาร์บอนมอน็อกไซด์ ไนตรัสออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะมีปริมาณลดลงอย่างมากเช่นกัน แก๊สมลภาวะเหล่านี้ทำให้เกิด ‘ปฏิกิริยาเรือนกระจก’ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอทานอลยังลดสารก่อมะเร็งอย่างเบนซินและบิวทาไดอีนอีกด้วย

เอทานอลและเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้น้ำมันเบนซิน 20 ล้านลิตรและดีเซล 50 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันและทรัพยากรที่น้อย ทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยในปี 2552 ประเทศไทยใช้งบประมาณในการนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนทั้งสิ้น 623,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2555 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท
นอกจากข้อดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว การใช้เอทานอลในวงกว้างยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศไทย เนื่องจากเอทานอลสามารถผลิตได้ในประเทศ เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีความยั่งยืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในประเทศและลดการพึ่งพาและนำเข้าน้ำมันที่มีราคาผันผวน
การผลิตเอทานอลยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศด้วยการส่งออก โดยในปี 2550 ประเทศไทยส่งออกเอทานอลเป็นจำนวน 14.9 ล้านลิตร ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 303.87 ล้านลิตรในปี 2555 สำหรับประเทศที่นำเข้าเอทานอลจากไทย อาทิญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และเกาหลีใต้
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ประเทศไทยมีการใช้เอทานอลจำนวน 2.4 ล้านลิตรต่อวัน ความต้องการใช้มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงพลังงานประเมินว่า ยอดการใช้เอทานอลจะเพิ่มถึงระดับ 9 ล้านลิตรต่อวันในปี 2565
ทุกวันนี้ มีรถเฟล็กซ์ฟิวจำนวน 52,112 คันโลดแล่นอยู่บนถนนในประเทศไทย มีสถานีบริการเชื้อเพลิง E85 จำนวน 64 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสองตัวเลขคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นหลังจากมีรถที่รองรับ E85 เปิดตัวออกสู่ตลาดมากมาย รวมถึงแคปติวาและครูซ
เชื้อเพลิง E85 และรถเฟล็กซ์ฟิว FFV
เพื่อทำความเข้าใจในรถเฟล็กซ์ฟิวให้มากขึ้น ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงบางประการของเอทานอลเสียก่อน เอทานอลมีคุณสมบัติกัดกร่อน มีค่าความร้อนต่ำกว่า (ราว 28 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งหมายความว่าหากต้องการพลังงานเทียบเท่าน้ำมันเบนซิน จะต้องใช้เอทานอลในปริมาณมากกว่า ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินทั่วไปแล้ว เอทานอลมีค่าออคเทนสูงกว่าด้วย
เพื่อการใช้ประสิทธิภาพ E85 ได้อย่างน่าพึงพอใจ รถยนต์จะต้องมีระบบเชื้อเพลิงที่รองรับ E85 เพื่อทนทานต่อคุณสมบัติกัดกร่อนของเอทานอล ไม่ว่าจะเป็นตัวปั๊มเชื้อเพลิง สายเชื้อเพลิง หัวฉีด เครื่องยนต์และชิ้นส่วนอย่างลูกสูบ แหวนรองลูกสูบ วาล์วและบ่าวาล์วจะต้องมีความแข็งแกร่งทนทานมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากเอทานอลในปริมาณมากจะต้องถูกใช้เพื่อผลิตพลังงานให้เท่ากับเบนซิน ดังนั้นปั๊มเชื้อเพลิง สายเชื้อเพลิงและหัวฉีดจะต้องมีอัตราความไหลลื่นมากกว่า
เนื่องจากเอทานอลมีค่าออคเทนที่สูงกว่า จังหวะการจุดระเบิดจึงต้องเกิดขึ้นล่วงหน้าซึ่งควบคุมโดยกล่องอีซียู (Electronic Control Unit) โดยจะควบคุมการจุดระเบิดทั้งแบบล่วงหน้าและหน่วงเวลาขึ้นอยู่กับปริมาณเอทานอลในเชื้อเพลิง การจุดระเบิดที่ล้ำสมัยทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สำหรับเครื่องยนต์ E85 พละกำลังที่เพิ่มขึ้นได้ชดเชยการผลิตพลังงานที่น้อยกว่าของเอทานอล จึงไม่ส่งผลถึงพละกำลังแรงม้าของเครื่องยนต์ ซึ่งมักเป็นที่เข้าใจผิดมาโดยตลอด
กล่องอีซียูในรถเฟล็กซ์ฟิวจะปรับอัตราการไหลเวียนเชื้อเพลิงและการจุดระเบิดในทันที ความยืดหยุ่นในการทำงานทำให้รถเฟล็กซ์ฟิวสามารถรองรับเชื้อเพลิงได้ตั้งแต่ E0 ไปจนถึง E85 อันเป็นที่มาของชื่อ “รถเฟล็กซ์ฟิว”
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอทานอลคือจะสามารถเพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์ได้เนื่องจากมีค่าออคเทนที่สูง แต่แท้จริงแล้วค่าออคเทนที่สูงช่วยในเรื่องการจุดระเบิดล่วงหน้าแต่ยังคงให้พละกำลังเท่าเดิม การเพิ่มพละกำลังเครื่องยนต์จะต้องมีการปรับปัจจัยอีกหลายด้าน อย่างอัตราส่วนกำลังอัด (ซึ่งกำหนดมาจากโรงงานผลิตและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นอกจากการปรับแต่งเครื่องยนต์ครั้งใหญ่) ส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิง อัตราการไหลเวียนเชื้อเพลิง การปรับแต่งเครื่องยนต์และกล่องควบคุมอีซียู
ปัจจุบันมีชุดปรับเครื่องยนต์ให้สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 แต่ก็ยังไม่ใช่ชุดที่สมบูรณ์แบบนัก ต่างจากรถเฟล็กซ์ฟิวจากโรงงานผลิตเหมือนเชฟโรเลต ที่ผลิตรถรองรับ E85 ตั้งแต่เริ่มต้น มีการทดสอบอย่างเข้มข้นและมีการรับประกันคุณภาพ

ความประหยัดเชื้อเพลิงและราคาจำหน่ายของ E85
เนื่องจากเอทานอลจะต้องถูกใช้ในปริมาณมากกว่าเพื่อที่จะผลิตพลังงานให้เทียบเท่าน้ำมันเบนซิน อัตราบริโภคน้ำมันของเอทานอลจึงสูงกว่า แต่ด้วยราคาเชื้อเพลิง E85 ที่ถูกกว่า E0 และ E10 จึงสามารถชดเชยกันได้
ราคาจำหน่ายที่ถูกเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิง E85 เพราะราคาของ E85 (ลิตรละ 21.38 บาท) ถูกกว่าแก๊สโซฮอลล์ 91 (34.68 บาท) ข้อได้เปรียบตรงจุดนี้จึงทำให้อัตราบริโภคน้ำมันของ E85 ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ถึงแม้จะกินน้ำมันมากกว่าและต้องเติมบ่อยกว่า แต่ผู้ใช้ E85 ก็ยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเบนซินทั่วไปและ E10 พร้อมกับช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตที่ยั่งยืนกว่าอีกด้วย

จีเอ็ม ในบราซิล
บราซิลเป็นผู้บุกเบิกการใช้เอทานอลให้เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แรงกระตุ้นในการพัฒนาเอทานอลของบราซิลเริ่มต้นในปี 2516 เมื่อเกิดวิกฤติการณ์น้ำมัน ราคาน้ำมันดิบถีบตัวสูงขึ้นถึงสี่เท่าตัวภายในหนึ่งปี บราซิลที่ในเวลานั้นต้องนำเข้าน้ำมันถึง 80 เปอร์เซ็นต์เริ่มตระหนักถึงแหล่งทรัพยากรพลังงานธรรมชาติอันมากมายในประเทศอย่างอ้อย ที่เป็นสินค้าสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมาหลายศตวรรษ
รัฐบาลบราซิลเริ่มลงทุนอย่างมหาศาลในการผลิตเอทานอล เช่นเดียวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยสร้างความมั่นคง รัฐบาลได้สั่งเพิ่มระดับการผลิต ขยายการเพาะปลูกอ้อยและเพิ่มโรงกลั่นเอทานอลอย่างมหาศาล พร้อมกับสนับสนุนการจำหน่ายรถที่รองรับเชื้อเพลิงเอทานอล
เจนเนอรัล มอเตอร์ส เป็นผู้บุกเบิกการวิจัยเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกในอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มจากการแนะนำรถที่รองรับเชื้อเพลิงเอทานอล ตั้งแต่ช่วงปี 2513 เป็นต้นมา อย่าง โอพาล่า เชอเวทท์ คาเดทท์และมอนซ่า ภายใต้แบรนด์เชฟโรเลต ขณะที่ในปี 2546 เชฟโรเลต คอร์ซ่า เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ระบบเฟล็กซ์ฟิว โดยใช้ชื่อว่า เฟล็กซ์พาวเวอร์ (Flexpower) ก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะถูกใช้ในรถเชฟโรเลต ทุกรุ่นในบราซิล ปัจจุบัน รถของจีเอ็ม กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ที่จำหน่ายในบราซิลเป็นรถเฟล็กซ์ฟิว ที่เหลือคือดีเซล (4 เปอร์เซ็นต์) และเบนซิน (1 เปอร์เซ็นต์)
รถเฟล็กซ์ฟิวในบราซิลสามารถใช้เชื้อเพลิง E0 (น้ำมันเบนซินทั่วไป) จนถึง E100 (เอทานอลล้วนๆ) ดังนั้นลูกค้าจึงสามารถใช้ได้ทั้งเอทานอล เบนซินและการผสมเชื้อเพลิงทั้งสองแบบได้ เชื้อเพลิงเอทานอล E100
มีจำหน่ายในทุกสถานีบริการน้ำมันในบราซิล ตอบสนองต่อปริมาณรถเฟล็กซ์ฟิวที่จำหน่ายในบราซิลที่มีสัดส่วนเฉลี่ยถึง 90 เปอร์เซ็นต์

เจนเนอรัล มอเตอร์ส และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคต
เจนเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนแถวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่มีความยั่งยืน มุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและหลากหลายเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงปิโตรเลียม
ยุทธศาสตร์การผสมผสานพลังงาน (Blended Energy Carrier) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่อย่างเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนอันก้าวล้ำหน้า (Advanced Propulsion Technology Strategy) ของจีเอ็ม เริ่มต้นจากเป้าหมายที่เรียบง่ายคือการปรับปรุงอัตราบริโภคน้ำมันและลดภาวะด้วยการใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนที่ล้ำสมัย ผนวกกับการใช้เชื้อเพลิงของเหลว ซีเอ็นจี และเอทานอล จีเอ็ม มีเป้าหมายทดแทนเชื้อเพลิงปิโตรเลียมเมื่อพลังงานไฟฟ้าและไฮโดรเจนมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอนาคต
ในปี 2556 จีเอ็ม มีรถพลังงานเฟล็กซ์ฟิว (FFV) จำนวนทั้งสิ้น 21 รุ่น จำหน่ายภายใต้แบรนด์บูอิค คาดิลแลค เชฟโรเลต และจีเอ็มซี นับว่ามากกว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ทำให้จีเอ็ม เป็นผู้นำการผลิตรถเฟล็กซ์ฟิวในระดับโลก ปัจจุบันรถเฟล็กซ์ฟิวมากกว่า 7 ล้านคันจากทั้งหมด 11 ล้านคันบนท้องถนนในภูมิภาคอเมริกาเหนือเป็นรถในเครือจีเอ็ม ขณะที่ในตลาดระดับโลก จีเอ็ม ผลิตและจำหน่ายรถเฟล็กซ์ฟิวมากกว่า 8 ล้านคัน สำหรับในประเทศไทย เชฟโรเลต เตรียมเปิดตัวรถเฟล็กซ์ฟิวเพิ่มเติม ต่อจากแคปติวาและครูซ
จีเอ็ม เชื่อมั่นว่าเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งรวมถึงเอทานอลนั้นเป็นทางออกที่สำคัญที่สุดในการลดการใช้เชื้อเพลิงปิโตรเลียมและลดแก๊สเรือนกระจก ซึ่งทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์ ทั้งผู้ใช้รถที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย เศรษฐกิจขยายตัวจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความยั่งยืนและสภาพแวดล้อมที่สะอาดสดใสยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

3 ไม้เด็ด ให้รถอยู่กับเรานาน ๆ


3 ไม้เด็ด ให้รถอยู่กับเรานาน ๆ

3 ไม้เด็ดให้รถอยู่กับเรานาน ๆ (woman plus)

          ต้องทุ่มเทกับงานเต็มที่ ก็เลยไม่มี "เวลา" ...นี่ใช่ไหมที่ใคร ๆ ชอบใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทอดทิ้ง "รถ" แล้วพอถึงเวลาว่างจากงาน กะจะได้ไปพักผ่อนสักหน่อย ก็กลายเป็นว่าต้องเสียเวลาอันมีค่านั้นไปกับการเอารถไปซ่อม แล้วยังต้องเซ็งเพราะการที่ไม่มีรถใช้ด้วย

          ดัง นั้น อย่าผลักภาระการดูแลรถให้เป็นหน้าที่ของศูนย์บริการอย่างเดียว เริ่มต้นทำดีกับรถในวีคเอนด์นี้เลยดีกว่า ลองเปลี่ยนวันหยุดสุดสัปดาห์มาเดทกับรถคันเก่งดูสักครั้ง มอมแมมบ้างสักวัน จะเป็นไรไป ถ้าอยากให้รถอยู่กับเรานาน ๆ เริ่มกันที่

   1. ล้างทำความสะอาดรถด้วยตนเอง เราจะได้เห็นรายละเอียดของรถได้ดีขึ้น เป็นการทำความรู้จักรถของเราอย่างง่ายที่สุด

   2. เปิดฝากระโปรงหน้าเครื่องยนต์ สิ่งที่จะต้องตรวจตราดู คือ

          • ระดับน้ำมันเครื่อง: เช็ก ง่าย ๆ ด้วยการดึงก้านน้ำมันเครื่องขึ้นมาเช็ดน้ำมันที่ติดอยู่ออกให้หมด และเสียบก้านวัดลงไปใหม่ แล้วค่อยดึงก้านวัดขึ้นมาตรวจเช็ก ซึ่งน้ำมันเครื่องตรงปลายก้านวัดจะต้องไม่ต่ำกว่าตัวอักษร L (หมายถึงระดับต่ำ)

          • น้ำมันเกียร์-น้ำมันเบรก: ก็ต้องคอยตรวจดูว่าไม่ต่ำกว่าระดับตัว L รวมถึงหม้อน้ำด้วย

          • น้ำล้างกระจก: ใส่ใจเติมน้ำบ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้บ่อยในทุกสภาพอากาศ

          • แบตเตอรี่: ถ้า เบื่อที่ต้องคอยเติมน้ำกลั่นให้เล็บหัก เจ็บนิ้วเสียเปล่า ก็เปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่แห้ง ราคาสูงกว่ากันนิดหน่อย แต่ก็ตัดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ไปได้เยอะ

          อย่า ลืมหยิบคู่มือมาอ่านควบคู่ไปด้วยว่าควรปฏิบัติอย่างไร แต่ถ้าเป็นรถใหม่ ก็หมดห่วงเรื่องน้ำมันเครื่องน้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันเบรกไปได้หน่อย เพราะจะได้เข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนหรือเติมน้ำมันต่าง ๆ ตามระยะเวลาอยู่แล้ว แต่เราก็ควรดูไว้บ้างเพื่อที่จะได้รู้จักรถ และสังเกตได้ทันหากรถมีอาการผิดปกติไป เช่นเดียวกับการเช็กร่างกายนี่แหละ

   3. คอยสังเกตรถเวลาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาวิ่งทางตรง พวงมาลัยเอนไปทางข้างซ้ายหรือข้างขวาหรือเปล่า เวลาวิ่งเจอหลุม ช่วงล่างมีเสียงดังหรือเปล่า เวลาเบรกแล้วอยู่หรือเปล่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Fisker Halts Karma ส่งขายล่าช้าเหตุแบตเตอรี่ A123 ขาดตลาด


ค่ายรถชื่อดังอย่าง Fisker Automotive ล่าสุดนั้นเตรียมเปิดตัวรถของตัวเองรุ่นใหม่ล่าสุดออกให้โดยได้ชมกันในวันนี้ โดยทางค่ายรถจาก California นั้นเผยว่าเจ้ารถรุ่น Karma นั้นเป็นรถแบบพลังงาน plug-in hybrid ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ประหยัดพลังงานอีกด้วย


ทางด้าน Tony Posawatz ประธานบริหารของทาง Fisker ก็ได้บอกว่าในงาน LA Auto Show นั้นเราจะได้เห็นรถรุ่นใหม่นี้แน่นอนแต่ขออุบไว้ก่อนจนกว่าจะถึงวันที่ 6 ธันวาคม และทางบริษัทนั้นก็ได้รอแบตเตอรี่สำรอง A123 Systems ที่จะนำมาใช้ด้วย

“เพราะตอนนี้เรายังไม่มีแบตเตอรี่เนื่องจากการผลิตไม่ทันเพราะความต้องการในการใช้งานนั้นสูงเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตามเราจะพยายามเร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และจะพยายามให้ทันภายในเดือนธันวาคมนี้”
Johnson Controls  นั้นได้รับสิทธิแรกในการผลิตแบตเตอรี่ชิ้นนี้นอกจากนี้ยังมี Wanxiang Group จากประเทศจีนที่ได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลให้มาร่วมประมูลราคาของ A123 นอกจากนี้บริษัทอื่นๆอย่าง Siemens และ NEC ก็สนใจอยู่เช่นกัน แต่โชคร้ายสำหรับ Fisker เพราะว่าพวกเขาบอกว่าการทดสอบและประเมินผลชุดแบตเตอรี่ใหม่อาจใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเลยทีเดียว

“ผมต้องการแบตเตอรี่ในคอนเซปต์ plug and play และจะเป็นการดีหากบริษัทที่ได้ทำ A123 Systems นั้นคือ Johnson Controls หรือ Wanxiang ที่ใดที่หนึ่ง”


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธีการล้างหม้อน้ำรถยนต์


การทำความสะอาดหม้อน้ำจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน และการกัดกร่อนภายในที่อาจเกิดขึ้นได้
เริ่มด้วยการหาถุงพลาสติกคลุมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ ๆ หม้อน้ำ แล้วมองหาปลั๊กถ่ายน้ำด้านล่างของตัวหม้อน้ำ และคลายไว้เล็กน้อย

เปิดฝาหม้อน้ำ และเตรียมสายยางที่ต่อไว้กับก็อกประปา พร้อมติดเครื่องยนต์ให้ทำงาน คลายหัวไล่น้ำออก เอาสายยางที่มีน้ำไหลแหย่ลงไปในช่องที่เปิดฝาหม้อน้ำ ออกให้มีน้ำหมุนเวียนในเครื่องยนต์อยู่ตลอดเวลา โดยน้ำจะไหลจากท่อยางที่เสียบลงไปจากด้านบนและไหลออก ที่ช่องด้านล่าง ทำการทิ้งไว้สักพักจนน้ำเริ่มใส
ปิดปลั๊กอุดด้านล่าง และปิดน้ำที่สายยาง ดับเครื่องยนต์ และเตรียมน้ำยาหล่อเย็น COOLANT เพื่อเพิ่มจุดเดือดของน้ำ
คลายปลั๊กไล่น้ำเล็กน้อย เพื่อให้น้ำลดระดับลงไปบ้าง เติมน้ำยาหล่อเย็นลงไป ถ้ายังเติมไม่พอ ก็ไล่น้ำทิ้งออกไปอีกเล็กน้อย ไล่เติมจนได้สัดส่วนที่ข้างกระป๋องน้ำยาหล่อเย็นที่ร ะบุไว้ เช่น 0.5 หรือ 1 กระป๋องต่อรถยนต์ 1 คัน ฯลฯ
ติดเครื่องยนต์ปล่อยให้ทำงานสักพัก เพื่อให้วาล์วน้ำ เปิดจนสุด มีการหมุนเวียนตามปกติ เติมน้ำยาในหม้อน้ำและถังพักให้ได้ระดับ ปิดฝาเป็นอันเสร็จ
ส่วนรถยนต์ที่ใช้หม้อน้ำ ระบบปิด ไม่มีฝาหม้อน้ำ ใช้เติมน้ำที่ถังพัก ก็ปฎิบัติคล้าย ๆ กัน แต่ต้องหาหัวไล่ลมให้พบ โดยในขั้นตอนสุดท้าย ต้องไล่ลมพิเศษออกจากระบบให้หมดที่หัวไล่ลมพิเศษนี้ด้วย

วิธีการ modify เบรคให้ดีขึ้น




1. เปลี่ยนผ้าเบรคใหม่
เป็นวิธีแรก ที่นักซิ่งเริ่มทำกันเมื่อรู้สึกว่า เริ่มจะเบรคไม่อยู่ คื่อการหาผ้าเบรคเกรดที่ดีกว่ามาใช้แทน ผ้าเบรคที่เกรดสูงกว่ามาตราฐาน OEM จากโรงงาน คือผ้าเบรคที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูงขี้น และมีความฝืดสูงจำพวก Semi Metallic ที่มีส่วนผสมของ พวก Orgarnic , Sinter Metal , ไฟเบอร์ , ผงอลูมิเนียม และผงทองแดง พวกนี้จะมีแรงฝืดที่อุณหภูมิสูง คือตอนจานเบรกร้อนจะจับตัวดี แต่ตอนเย็นๆอาจจะลื่นๆ ซึ่งผู้ใช้ต้องควรระวัง
การเลือกซื้อ
ผ้าเบรคพวก Woven Lining หรือพวกที่โฆษณาว่าเป็นผ้าทองแดง ราคาถูก พวกนี้ไม่ต่างจากของ OEM มากเท่าไหร่ แค่นำทองแดงมาผสมให้ดูดี แต่ใช้งานตอนเย็นๆก็เบรกดี แต่พอร้อนๆหน่อยเบรกไม่อยุ่ซะงั้น พวกนี้ไม่ควรเลือกซื้อครับ
ผ้าเบรกพวก Semi Metallic ราคาจะอยู่ที่หลักพันต้นๆ ถึงหลักพันปลายๆ ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของแต่ละยี่ห้อ ถือว่าใช้ได้ดีกับรถซิ่งตามท้องถนน ข้อเสียคือกินจานเก่ง และอาจมีผงดำติดล้อแม็ค ส่วนพวก Fully Metallic ราคาจะอยู่หลัก 3 พันขึ้น พวกนี้เบรกอยู่ดี แต่อาจมีเสียงดังบ้าง จานเบรกจะสึกหรออย่างรวดเร็ว คุณภาพดีมากแต่ราคาก็สูงตามขึ้นไปด้วย ถ้าการเบรกไม่ขนาดหักโหมแบบ One Make Race แบบ Semi ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ในรถที่ใช้ในสนามจริงๆมักจะใช้แบบล้อหน้ายี่ห้อหนึ่ง แต่ล้อหลังอีกยี่ห้อ หรือคนละชนิดกันเลย ขึ้นอยู่กับทีมช่างจะเลือกใช้ให้เหมาะกับการขับขี่ขอ งนักแข่งแต่ละคน
2. เปลี่ยนเป็นระบบดิสเบรคหลัง
สำหรับรถที่เป็นดรัมเบรคหลัง การเปลี่ยนเป็นระบบดิสเบรค เป็นทางเลือกที่ดี ส่วนมากนิยมซื้อชุดดิสเบรกจากเชียงกง ของเก่ายี่ปุ่นตรงรุ่นมาใส่ การเลือกซื้อชุดดิสเบรค ควรเลือกให้ตรงรุ่นกับรถที่เราใช้อยู่ จุดยึดต่างๆต้องเหมือนกัน สายเบรกมือต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ขาดหาย จานดิสเบรกยังหนาไม่เป็นรอย ผ้าเบรกยังหนาใช้ได้อีกนาน สายอ่อนเบรกไม่แตกร้าว และคานปีกนกที่ติดมาต้องไม่บิดเบี้ยวเพราะการกระแทก หรือเกิดการชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนดิสเบรกหลัง คือต้องเปลี่ยนดิสเบรกหน้าให้มีขนาดโตขึ้นตามขนาดของ รถที่เราหยิบยืมดิสเบรคหลังเขามา รุ่นที่เป็นดิสเบรกหลัง สังเกตุได้ว่าจานดิสเบรกหน้าจะโตกว่า รุ่นดรัมเบรก จึงควารหาดิสเบรกหน้ามาใส่ให้ตรงรุ่น เพราะฉะนั้นแรงจับหลังอาจมีมากกว่า เกิดอาการท้ายปัดได้ ส่วนสำหรับผู้ที่เปลี่ยนดิสเบรกหลังแล้วรู้สึกว่าเบรคไม่อยู่ จานเบรกหลังไม่จับ ส่วนมากมักเกิดจาก วาล์วลดแรงดันน้ำมันเบรก เป็นวงจรลดแรงดันน้ำมันที่จะไปสู่ล้อหลัง ต้องเปลี่ยนใหม่ให้ตรงกับรถรุ่นที่เป็นดิสเบรกหลัง
ขอขอบคุณข้อมูล www.hondaloverclub.com

ภาษีรถยนต์ เสียเองก็ได้ไม่ยากเลย


ภาษีรถยนต์ :
และแล้วสิ่งที่หวั่น ๆ มันก็มาถึง หลังจากที่หวั่น ๆ จะต้องเก็บเงินจ่ายค่าประกันรถยนต์ กับพ.ร.บ. รถไปแล้วรอบนึง โห เสียเงินก้อนไปไม่ใช่น้อย แถมยังต้องหาประกันฯ จนหน้ามืด ตามัว อย่างแรกเปรียบเทียบความคุ้มค่า อย่างที่สองลุ้นระทึกกับเวลาที่ใกล้จะขาดประกันฯ เฮ้อ จวบจนไฟแนนซ์ ส่งจดหมายร่อนมาให้เปิดออกดูเป็นเอกสารชี้แจงยืดยาว บอกว่าคุณใกล้ถึงเวลาส่งภาษีรถยนต์ ให้คุณโอนเงินจำนวน --- มาให้ โดยเป็นค่าภาษีฯ รวมค่าธรรมเนียมของไฟแนนซ์ ซึ่งถ้าเรามองเผิน ๆ เราก็ไม่ได้คิดว่าค่าธรรมเนียมเค้าจะมากมายอะไรเท่าไ หร่ พร้อมกับแนบซองจดหมายให้เราใส่เอกสารส่วนท้ายที่เราต ่อ พ.ร.บ. ให้เพื่อจะได้ไปเสียภาษีฯให้แทนเรา รถของเราเป็นรถเล็กหน่ะ ค่าธรรมเนียมที่บริษัทไฟแนนซ์คิดเพิ่มก็เลยน้อย เราก็ไม่ได้คิดไรมากหรอก คิดอยู่แต่ว่าเดี๋ยวหาเอกสารได้ แล้วจะโอนเงินไปให้ตามที่เค้าส่งเอกสารมามันคงสะดวกด ี แต่แล้วด้วยความบังเอิญ เกิดจากความโง่ของเรา บวกความโชคดี เอ๊ะ ก็คือเรางง ๆ กับคำว่าส่วนท้ายของ พ.ร.บ. อ้าว.. ก็ตอนที่เราทำ พ.ร.บ. อะเราก็ได้ใบอะไรมาเยอะ ๆ เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าส่วนท้ายมันคือส่วนไหน เพราะปีแรกตอนออกรถไฟแนนซ์ก็ออกให้ ปีนี้เป็นปีแรกที่เราต่อ พ.ร.บ.เอง ฉันจะรู้ไหมเนี่ยว่าส่วนไหน
คิดได้ดังนั้นดิฉันก็ถามเพื่อน ถามคนนู้น ถามคนนี้ search หาข้อมูลใน’เน็ต ด้วยหาไปหามา ไปเจอข้อความเกี่ยวกับการเสียภาษีฯรถเอง ไม่ยากเลย แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ไฟแนนซ์ด้วย ง่ายมาก ๆ อยากให้ทุก ๆ คนไปเสียเอง แล้วจะรู้ว่าเงินค่าธรรมเนียมที่เราจ่ายให้ไฟแนนซ์ เราไม่ต้องจ่ายเลย เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นแทนจะดีกว่า
การเตรียมตัวก่อนไปเสียภาษีรถยนต์เองฯ :
- ตรวจสอบวันที่ต้องชำระภาษีฯ คุณสามารถจ่ายก่อนล่วงหน้าได้ 3 เดือน
- เอกสารที่คุณต้องเตรียมคือ สำเนาสมุดเล่มแสดงความเป็นเข้าของรถยนต์ ถ้าคุณยังติดไฟแนนซ์หรือผ่อนไม่หมด ให้เอาสำเนาเอกสารที่ระบุไฟแนนซ์และชื่อเราไปแทน
- เอกสารที่ต้องเตรียมคือ ส่วนท้ายของ พ.ร.บ. คืออะไรหน่ะเหรอ คือ เอกสารที่ทางบริษัทประกันฯให้เรามาไอ้หน้ายาว ๆ นั่นแหล่ะมองดี ๆ มันจะมีรอบปะให้เราฉีกได้ส่วนข้างล่างแผ่น โดยจะมีข้อความทำนองว่าใช้เป็นหลักฐานสำหรับยื่นเสีย ภาษีฯ
- เตรียมเงินค่ะ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณต้องเสียเงินเท่าไหร่ ไม่ยากเลย จากใบเสร็จการเสียภาษีฯคราวทีแล้วเค้าก็จะระบุให้ว่า เราต้องเสียครั้งต่อไปเท่าไหร่ หรือจากบริษัทไฟแนนซ์ที่ส่งมาก็จะบอกว่าเราต้องเสียเ ท่าไหร่ หรือ หาข้อมูลการคำนวณได้จากเว็บกรมการขนส่งทางบก
ข้อมูลอ้างอิงดังนี้ :
http://www.dlt.go.th/taxs/tax_index.htm
สถานที่ไปเสียภาษีฯ รถยนต์เอง :
- ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ ชำระได้ทุกเสาร์และอาทิตย์เวลา 9.00 – 18.00 สาขาลาดพร้าม รามอินทรา รัชดาภิเษก บางปะกอก สำโรง แจ้งวัฒนะ ฟิวเจอร์พาร์คบางแค อ่อนนุช และสุขาภิบาล 3
ข้อมูลอ้างอิงจาก :
http://www.dlt.go.th/dltnews/pos_shop.htm
- ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขทุกแห่งทั่วประเทศ
- ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งทุกสาขาในประเทศ
- สำนักงานเขตทุกเขตใน กทม. อันนี้คงต้องเป็นวันธรรมดา ตามเวลาราชการนะคะ
ข้อมูลอ้างอิง :
http://www.dlt.go.th/article/news_01.htm
ความคิดเห็นส่วนตัว :
วันนี้เราเพิ่งไปชำระภาษีฯ มา ก็ห้างคาร์ฟูร์นี่แหล่ะสะดวกดี สิ่งที่เตรียมไปก็อย่างที่บอก เมื่อเจอจุดที่ตั้งสำหรับยื่นภาษีฯ เราแค่ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ฯ หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูลของเราในเครื่องคอมพิวเตอ ร์ให้แจ้งยอดเงินที่เราต้องชำระ แน่นอนไม่มีค่าธรรมเนียมจากไฟแนนซ์ เป็นยอดเงินที่เราต้องจ่ายเพียว ๆ (สุขและสบายกระเป๋า) แค่นี้ เจ้าหน้าที่พิมพ์แผ่นป้ายทะเบียนให้เราได้เลย พร้อมใบเสร็จและข้อมูลสำหรับให้เราจ่ายในปีถัดไป จับเวลารวมไม่ถึงสามนาที ง่ายมาก มาก ๆ ง่ายกว่าเลือกซื้อเสื้อสักตัวอีก
ขอขอบคุณข้อมูล www.hondaloverclub.com

ข้อควรคำนึงในการทำประกันรถ



1. ความยากง่ายในการเคลม : อย่าลืมพิจารณาเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดสำหรับบางที่ที่เน้นราค าถูกอย่างเดียว แต่เวลาเกิดมีปัญหา แล้วเคลมยากมาก หรือเคลมไม่ได้ในหลายกรณี หรือเคลมได้แต่เล่นให้ซ่อมอย่างเดียว ไม่ยอมเปลี่ยนให้ทั้งที่ควรจะเปลี่ยน เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวจริงๆ
2. อู่ในเครือ : จำนวนและคุณภาพของอู่ในเครือเป็นสิ่งสำคัญ ในยามที่เกิดปัญหา ต้องเอารถเข้าอู่ เราก็ต้องเป็นห่วงรถว่า ซ่อมออกมาจะดีไม๊ สีจะเพี้ยนรึเปล่า อะไหล่ใช้ของแท้หรือไม่ จะถอดอะไรในรถไปหรือไม่ จอดไว้อุปกรณ์จะหายหรือไม่ ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เข้าไปตรวจงานยากง่ายเพียงใด ใกล้ไกลแค่ไหน ควรจะมีรายชื่อของอู่ คร่าวๆไว้ตรวจดูบ้าง
3. สายตัวแทนที่ท่านทำประกัน : บางกรณีเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า ซ่อมออกมาแบบนี้ใช้ได้แล้ว บางครั้งถ้าเราไม่พอใจก็เป็นเรื่องที่หาเหตุผลมาพูดย ากแต่ดูแล้วรู้สึกว่า มันไม่สวยเหมือนเดิม อันนี้นอกจากบริษัทที่ดีมีความรับผิดชอบแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสายตัวแทนของท่านด้วยว่า แข็งเพียงใด สายตัวแทนที่แข็งจะต้องอยู่ข้างลูกค้าและสั่งเปลี่ยน อู่ให้ได้ ถ้างานออกมาแล้วลูกค้าไม่พอใจ
4. ประวัติการจ่ายเงิน : ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเงินทองแต่ละที่ก็หมุนกันไม่ทัน บางบริษัท ยืดเวลาการจ่ายให้อู่ ออกไป ทำให้อู่ไม่อยากรับงานของบริษัทนั้น หรือรับแล้วดองไว้ และอ้างว่าอะไหล่ขาดตลาด รออะไหล่ รอคิว งานเยอะ สารพัดต่างๆนานา ทำให้เราเดือดร้อนไปด้วย ท่านอย่าลืมเลียบๆเคียงๆลอง ถามอู่ไหนดูก็ได้ว่า ประกันที่ไหนจ่ายช้าหรือเบี้ยวบ้าง ท่านอาจจะได้คำตอบที่แปลกใจก็ได้
5. ราคา : ส่วนมากแล้วราคาจะเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้สนใจ แต่อย่าลืมว่าธุรกิจประกันมีกฎหมายควบคุม โอกาสจะต่างกันมากมายนั้นไม่มีทางบางที่ถูกแต่เคลมยา ก หรือมีปัญหาอื่นๆซ่อนอยู่ บางที่แพงแต่เคลมได้เต็มที่คุ้ม ยิ่งถ้าเป็นรถของคุณสุภาพสตรี หรือลูกสางท่านละก็ดูเรื่องอื่นเป็นหลักดีกว่า เช่นความสุภาพของพนักงาน การบริการ และอื่นๆ จะหาที่ถูกที่สุดแล้วดีที่สุดเห็นทีจะยาก แต่ถ้าราคาพอดีๆแล้วดีที่สุดนี่เป็นไปได้ แล้วจริงๆที่ว่าถูกกับแพงนี่มันต่างกันแค่ไม่กี่ร้อย หรือพัน เช่น … ท่านสนใจของที่ ประกัน X …. 15,000 บาท แต่ บริการไม่ดีและมีประวัติเคลมยาก ส่วน ประกัน A …. 17,000 บาท มีชื่อเสียง บริการดี เคลมง่าย อู่เยอะและดี กรณนี้ถ้ามีปัญหาขึ้นมา เงินที่ต่างกัน 2,000 จะหมดความหมายไปทันทีถ้าท่านได้ อะไหล่แท้ เปลี่ยนชิ้นใหม่ สีคุณภาพของแท้ แค่นี้ 17,000 ก็คุ้มกว่าแล้วครับ ถ้าต้องจ่าย 15,000 แล้วเกือบไม่มีความหมายต้องมาเหนื่อย หัวเสียอีก จ่าย 17,000 แล้ว เคลมง่าย คุยง่าย อะไหล่ดี อู่อยากรับงานเพราะจ่ายดี ดีกว่า แล้วยังความสบายใจนอนหลับ ไม่ต้องกังวลว่าจะงัดไม้ไหนไปคุยกับประกัน ท่านที่เคยเจอปัญหาคงซึ้งใจพะยะคะ!
6. วงเงินประกัน : นี่ก็เป็นอีกตัวนึงที่ เอาไปเล่นเรื่องราคาเพราะฉะนั้นท่านต้องดูให้ดีว่า ค่าเบี้ยประกันเท่านี้ให้วงเงินประกันเท่าไหร่ถ้าบอก ว่าค่าเบี้ยประกันถูกแต่วงเงินประกันต่ำมันก็ไม่เรีย กว่าถูก แต่ถ้าค่าประกัน สูงแต่วงเงินประกันสูงก็ไม่เรียกว่าแพงเช่นกัน ต้องดูให้ดี นอกจากนั้น บางที่ก็ยืดหยุ่นตรงนี้ได้ เช่น… ยกตัวอย่างจากข้อที่แล้ว ถ้าท่านอยากทำประกันกับ บริษัทดีอย่างบริษัท A แต่ค่าเบี้ย 17,000 ซึ่งตรงนี้ ให้วงเงินประกัน 80% ของมูลค่ารถ แต่ท่านคืดว่าไม่จำเป็นต้องการวงเงินถึงเท่านี้ (ซึ่งการซ่อมจากกรณีทั่วๆไปก็ใช้ไม่ถึง 1 ใน 4 ของวงเงินด้วยซ้ำ) แต่อยากได้บริการดีๆ จากบริษัท A อยู่ ท่านก็ลดวงเงินประกันลงมาเหลือ 75% ของมูลค่ารถได้ และค่าเบี้ยก็จะลดลงมาอีก ดดยที่ยังได้บริการดีๆเหมือนเดิม
7. การบริการ : ให้ความคุ้มครองเลยหรือไม่ ดูรถกันยากง่ายแค่ไหน มีเคล็ดลับส่วนตัวบอกกันหรือไม่ จ่ายเงินสะดวกมากน้อยแค่ไหนมีบริการพิเศษยังไงเอาใจเ ราดีไม๊ คุยง่ายเป็นกันเองไว้ใจได้หรือเปล่า ให้ข้อมูลให้ความมั่นใจ ได้เต็มที่ตอบทุกข้อสงสัยและแนะนำเราได้ ยังไงประกันรถก็เป็นเรื่องที่ ถ้ามีปัญหาคนจะต้องติดต่อกัน เพราะฉะนั้นท่านควรจะรู้ว่าท่านติดต่อใครมีประสบการณ์แค่ไหน และเค้าจะรับผิดชอบให้เราได้หรือไม่ เมื่อมีปัญหา แม้ว่าผู้รับทำประกัน กับพนักงานไปรับเคลมในตอนเกิดเหตุจะคนละฝ่ายกัน แต่ตัวแทนที่ดีจะต้องช่วยท่านได้ในยามที่ ท่านต้องการ
ขอขอบคุณข้อมูล www.hondaloverclub.com

ป้ายเครื่องหมายจราจรและป้ายอื่นๆ


รวมป้ายเครื่องหมายจราจรและป้ายอื่นๆ


ขอขอบคุณข้อมูล www.hondaloverclub.com/

การสลับยางรถยนต์


ทำไมต้องมีการสลับยาง และสลับยางอย่างไร
จากการที่รถวิ่งอยู่บนถนนที่ออกแบบให้มีความลาดเอียง ด้านข้างเพื่อการ ระบายน้ำออกจากถนน รวมถึงลักษณะการขับเคลื่อนของรถ และยางรถยนต์ที่มีการรับน้ำหนักรถไม่เท่ากัน ส่งผลให้ยางมีการสึกหรอด้านในด้านหนึ่งมากกว่าและไม่ เท่ากัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าจะมีการสึกหรอของยางล้อห น้ามากกว่ายางล้อหลัง เนื่องจากล้อหน้าเป็นล้อที่ใช้ขับเคลื่อนรับน้ำหนักม ากกว่าล้อหน้า ดังนั้นเมื่อใช้รถยนต์ไปได้สักระยะหนึ่ง ประมาณ 10,000 กม.หรือน้อยกว่าควรทำการสลับยางระหว่างล้อหน้าและล้อ หลังเพื่อให้ยางทุกเส้น มีการสึกหรอเท่าๆกัน
การสลับยางชนิดที่กำหนดทิศทางการหมุน ยางรถยนต์บางรุ่นจะมีการกำหนดทิศทางการหมุนเอาไว้ให้ หมุนได้ทิศทางเดียว การสลับยางจะสามารถสลับได้เฉพาะล้อหน้าและล้อหลังในด ้านเดียวเท่านั้น ดังรูป ยกเว้นจะถอดยางออกจากกระทะล้อ
ถ้าหากใช้ล้อหรือยางที่กำหนดทิศทางการหมุนให้ใช้แบบ D
การสลับยางชนิดที่ไม่ได้กำหนดทิศทางการหมุน สำหรับยางรถยนต์ที่ไม่ได้กำหนดทิศทางการหมุนการสลับย างจะสลับระหว่างล้อหน้า ไปยังล้อหลังในด้านเดียวกัน และระหว่างล้อหลังและล้อหน้าในด้านตรงกันข้าม ดังรูป
ขับหน้าสลับ 4 ล้อ ใช้แบบ A หรือ B
ส่วนรถที่มียางอะไหล่เป็นล้อแม็กซ์เหมือนกับที่ติดรถ ให้สลับแบบนี้
ขอขอบคุณข้อมูล www.hondaloverclub.com

การดูแลลมยางรถยนต์


ลมยางมีความสำคัญอย่างไร
ลมยางนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการทำหน้าที่ขอ งยางรถยนต์เพราะลม จะทำให้ยางสามารถคงรูปร่างและยึดติดกับกระทะล้อ และรับน้ำหนักบรรทุกได้ นอกจากนี้ลมยังช่วยให้หน้ายางสามารถคงรูปร่างและยึดต ิดกับกระทะล้อ และรับแรงสั่นสะเทือนจากการกระแทกของหน้ายางกับผิวถน นที่ไม่เรียบได้ ลมที่ใช้เติมเข้าไปในยางรถยนต์โดยทั่วไปจะใช้อากาศอั ดที่มาจากปั๊มลม ปัจจุบันได้นำแก๊สไนโตรเจนเข้ามาแทนการลมอัดแต่ยังไม ่แพร่หลายนัก เพราะผู้ใช้รถยนต์ต้องจ่ายเงินค่าแก๊สซึ่งยังมีราคาแ พงมากเมื่อเทียบกับลม อัดที่เติมฟรี(ค่าแก๊สไนโตรเจนประมาณ 50 บาทต่อล้อ)
ผลของความดันลมต่อการใช้งานยางรถยนต์
ความดันของลมภายในยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำหน้าที ่ของยางตามปกติแล้วบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จะกำหนดค่า ความดันลมที่ เหมาะสมกับยางรุ่นนั้นๆมาให้ความดันลมที่เหมาะสมจะทำ ให้ยางมีรูปทรงที่เหมาะสมจะทำให้ยางทำหน้าที่ได้อย่า งมีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

หากความดันของลมภายในยางมีน้อยเกินไปจะทำให้ยางแบน หน้ายางสัมผัสกับถนนไม่เต็มหน้า
ดัง รูป (ซ้าย) ซึ่งจะมีผลให้มีการสึกหรอมากบริเวณไหล่ยาง และทำให้การบังคับเลี้ยวรถทำได้ยากขึ้น (พวงมาลัยหนัก) ชั้นผ้าใบหรือเนื้อยางเกิดการหัก ชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำและเกาะถนนลดลง และมีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ในทางตรงกันข้าม หากครวามดันยางภายในมากเกินไป จะทำให้แก้มยางสูงและหน้วยางโค้งขึ้น ดอกยางสัมผัสกับผิวของถนนเฉพาะตรงกลางหน้ายาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางมีการสึกหรอมากตรงกลางหน้ายางประสิ ทธิภาพในการยึดเกาะถนน ลดลง(พื้นที่สัมผัสลดลง) รถเกิดการลื่นไถลได้ง่าย มีการสั่นสะเทือนมากขึ้น และอาจเกิดการระเบิดของยางได้
ความดันลมยางที่เหมาะสม
ความดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับยางรถยนต์นั่งโดยทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 28-36 ปอนด์/ตร.นิ้ว ส่วนรถกระบะจะอยู่ที่ประมาณ 30-45 ปอนด์/ตร.นิ้ว (ไม่มีการบรรทุก) และประมาณ 35-65 ปอนด์/ตร.นิ้ว (เมื่อมีการบรรทุก)แต่ละยี่ห้อ มีน้ำหนักต่างกัน หรือใช้ยางที่มีขนาดต่างกัน
กรณีที่ขับรถด้วยความเร็วสูงหรือขับรถทางไกลให้เพิ่ม ความดันลมขึ้น 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว จากความดันลมปกติ ทั้งนี้เพื่อเป็นลดการบิดตัวของโครงสร้างยาง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ยางเกิดความร้อน
ขอขอบคุณข้อมูล www.hondaloverclub.com/

การเลือกใช้ดอกยางรถยนต์ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพ การใช้งาน


ดอกยาง
การเลือกใช้ดอกยางรถยนต์ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพ การใช้งานนั้นเป็น สิ่ง ที่สำคัญยิ่ง นอกจากผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานอย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และตอบสนองรสนิยมในการขับขี่ของแต่ละผู้ใช้อีกด้วย

ลายของดอกยาง ได้มีการคิดค้นและพัฒนากันมาโดยตลอด จนปัจจุบันมีลายดอกยางมากมายนับไม่ถ้วน อย่างไรก็ดี เราจะแบ่งลายของดอกยางที่ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงทิศทาง การเคลื่อนที่อยู่ 2 ลักษณะ คือ
1) ดอกยางแบบสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ทิศทาง เป็นลักษณะของลายดอกยางที่จะสามารถสลับยางได้ในทุกตำ แหน่งล้อของรถ ลักษณะดอกยางทั้ง 2 ด้านจะสวนทิศทางกัน (ดังรูป) ถ้าหากเป็นการขับขี่ทั่วไป ไม่เน้นความรวดเร็วหรือรุนแรง ดอกยางลักษณะนี้สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างดีเ ยี่ยม
2) ดอกยางทิศทางแบบทิศทางเดียว (Uni-Direction) ลายของดอกยางจะถูกบังคับให้หมุนไปในทิศทางเดียวเท่าน ั้น โดยมีลูกศรบอกทิศทางการหมุนอยู่ที่แก้มยางทั้ง 2 ด้าน เพราะฉะนั้นการสลับยางจะสลับได้เพียงด้านเดียวเท่านั ้น เช่น สลับด้านหน้าขวากับหลังขวา หรือด้านหน้าซ้ายกับหลังซ้าย เว้นเสียจากถอดตัวยางออกจากกระทะล้อเดิมไปใส่กับกระท ะล้อฝั่งตรงกันข้ามได้ แต่ต้องจัดวางทิศทางการหมุนของดอกยางให้ถูกต้องเช่นเ ดิม มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้ทิศทางการหมุนของยางเปลี่ยนกลั บทาง ทำให้ประสิทธิภาพของยางลดลง
จุดเด่นของดอกยางแบบทิศทางเดียวสามารถไล่น้ำออกจากหน ้ายางได้รวดเร็วกว่าแบบ 2 ทิศ
ทาง ป้องกันอาการเหินน้ำ (Hydroplaning) ซึ่งจะทำให้ควบคุมบังคับรถยนต์ได้ลำบากและเกิดการลื่ นไถลได้ง่าย
รหัสกับความเร็ว ที่ยางของเราลองดู
รหัส ความเร็ว (km/h)
K 110
L 120
M 130
N 140
P 150
Q 160
R 170
S 180

รหัส ความเร็ว (km/h)
T 190
U 200
H 210
V 240
W 270
Y 300
ZR, ZB มากกว่า > 240 * 

ยางรถยนต์โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานนานเท่าไร ?
อายุการใช้งานของยางรถยนต์นั้น ไม่สามารถระบุอย่างแน่ชัดได้ ขึ้นอยู่กลับสภาพการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอายุยางดังต่อไปนี้
1. ความดันลมยาง
2. น้ำหนักบรรทุก
3. ความเร็วในการขับขี่
4. สภาพถนน
5. การหยุดรถ
6. อุณหภูมิของสภาพอากาศ
7. สภาพรถยนต์ที่ใช้งาน ได้แก่ ระบบช่วงล่าง และศูนย์ล้อ เป็นต้น

ส่วนการที่จะสังเกตว่ายางหมดอายุการใช้งานหรือยังดูไ ด้จาก ถ้าร่องยางเหลือน้อยกว่า 1.6 ม.ม. หรือสึกจนกระทั่งถึงสันนูน (Wear Indicator) ในร่องยางรอบวงยาง ก็แสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน สมควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่ได้
นอกจากนี้ ถ้าหากพบการบวมเกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของยาง เช่นบริเวณหน้ายาง แก้มยางหรือ ขอบยาง ก็ให้เปลี่ยนเส้นใหม่ได้ทันที แม้ว่ายางเส้นนั้นจะมีดอกยางเหลืออยู่มากก็ตาม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสีพ่นซ่อมรถยนต์


ช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ อย่างนี้ เวลาขับรถก็มักจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสายฝนที่ตกลงมานั้นนอกจากจะทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่จะแย่ลงแล้ว ยังทำให้ถนนลื่นกว่าปกติอีกด้วย ดังนั้นเราจึงเห็นกันได้บ่อย ๆ ว่าพอฝนตกรถก็มักจะชนกัน เนื่องจากเบรกไม่อยู่
สำหรับคุณผู้อ่านที่ประสบอุบัติเหตุทั้งที่เป็นคนไปชนเขาและถูกเขามาชน หลังจากจัดการเรื่องประกันกับคู่กรณีกันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวต้องเอารถเข้าอู่ไปซ่อมตัวถังและทำสีกันล่ะ ซึ่งคุณผู้อ่านก็ควรจะมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการซ่อมสีรถยนต์เอาไว้บ้าง เวลาคุยกับช่างจะได้รู้ว่าช่างเขาเอาสีแบบไหนมาพ่นรถเรา และสีแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

สำหรับสีที่ใช้พ่นรถยนต์กันในปัจจุบันจะแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่คือ สีโออีเอ็ม (Original Equipment Manufacturer) สีแบบ 1เค และสีแบบ 2เคสีแบบโออีเอ็มนั้นพูดกันแบบง่าย ๆก็คือสีที่ทำจากโรงงาน สีแบบนี้จะมีคุณสมบัติที่ดีมากหลังจากเข้าห้องอบ จนสีแห้งตัวแล้วคือมีความแข็งแรงของชั้นฟิล์มสีสูง มีการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ให้ความเงางาม สามารถทนทานต่อสารเคมีต่าง ๆ หรือตัวทำละลายอย่างทินเนอร์ น้ำมันเบนซินหรือดีเซล และน้ำมันเบรกได้ดีมาก รวมทั้งสามารถทนทานต่อแสงแดดได้ดี จึงไม่ซีดจางง่าย
แต่ถ้าคุณอยากเอารถไปทำสีแบบนี้ เพื่อให้รถของคุณกลับมาสวยเงางามเหมือนเมื่อออกจากโชว์รูมใหม่ก็คงจะเป็นเรื่องยากอยู่สักหน่อย เพราะการอบแบบสีโออีเอ็มขนานแท้แบบโรงงานนั้น จะต้องใช้ห้องอบสีที่มีอุณหภูมิอบที่สูงมาก ประมาณ 120-160 องศาเซลเซียส ซึ่งที่อุณหภูมิสูงขนาดนี้ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ไม่ใช้โลหะไม่สามารถทนความร้อนได้แน่นอน ดังนั้นคุณต้องจัดการถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกให้หมด ซึ่งรับรองได้ว่าไม่สนุกแน่นอน ดังนั้นเรามองข้ามการพ่นสีแบบโออีเอ็มนี้ไปได้เลย
ทีนี้ก็มาถึงสีแบบ 1เค กับ 2เค ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เวลาซ่อมสีรถยนต์ สำหรับตัวเค (K) ที่ต่อท้ายเลข 1 กับ 2 นั้นเป็นคำย่อจากภาษาเยอรมันว่า คอนโพเนนต์ ซึ่งแปลว่าองค์ประกอบ ดังนั้นสี 1เค คือสีที่มีเนื้อสีเป็นส่วนประกอบเพียงอย่างเดียว เวลาจะใช้งานก็ต้องผสมเนื้อสีกับตัวทำละลาย สีจะแห้งตัวได้เมื่อตัวทำละลายระเหยไป ส่วนสี 2เค จะเป็นสีที่มี 2 องค์ประกอบคือมีเนื้อสีและตัวเร่งปฏิกิริยา  ซึ่งก่อนใช้งานต้องนำทั้ง 2 องค์ประกอบมาผสมกันตามอัตราส่วน เพื่อให้เกิดการทำปฏิกิริยาทางเคมีและทำให้สีเกิดการแห้งตัว
สำหรับการพ่นซ่อมสีรถยนต์ในอู่หรือศูนย์ซ่อมสีทั่วไปนั้น ช่างจะเลือกใช้สีได้แค่ 2 แบบคือสี 1เค หรือสี 2เค เท่านั้น แต่ถ้าอยากจะให้งานสีออกมาดูดี อู่หรือศูนย์ซ่อมสีดี ๆ จะใช้สีแบบบ 2เค เนื่องจากมีคุณภาพโดยรวมที่ดีกว่าสี 1เค มากคือมีความแข็งแรงของชั้นฟิล์มสีสูง ทนทานต่อสารเคมีและตัวทำละลาย เช่น ทินเนอร์ น้ำมันเบนซินหรือดีเซล และน้ำมันเบรกได้ดี นอกจากนี้ยังมีการยึดเกาะที่ดีเยี่ยมให้ความเงางามสูง รวมทั้งสามารถทนทานต่อแสงแดดได้ดีจึงไม่ซีดจางง่าย โดยรวมแล้วมีคุณภาพใกล้เคียงกับสีจากโรงงานเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน เวลาในการทำงานและค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าสี 1เค ด้วย
สี 1เค นั้นมักจะเป็นทางเลือกของลูกค้าที่มีงบน้อย ไม่เน้นความละเอียดของงาน ต้องการความรวดเร็ว อย่างงานซ่อมสีรถแท็กซี่ที่ต้องเอารถออกวิ่งหาเงินโดยเร็ว หรือบรรดาร้านขายรถมือสองที่ต้องเก็บรอยตำหนิต่าง ๆ ก่อนเอานำไปขายต่อเพื่อไม่ให้ราคาขายต่อตก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัก 2-5 ปี คุณภาพของสีที่ด้อยกว่าจะทำให้สภาพสีเปลี่ยนไป เช่น สีบวม ลอก หรือซีดจางลง เป็นต้น
สรุปโดยรวมแล้ว ถ้าเป็นรถบ้านที่มีประกันชั้น 1 หรือมีงบพอ แนะนำว่าควรจะเลือกใช้สีแบบ 2เค และควรสอบถามดูให้แน่ใจด้วยว่าสีที่อู่เอามาพ่นให้นั้นเป็นสีแบบที่เราต้องการจริง ๆ และต้องมีการรับประกันงานหลังจากทำสีแล้วด้วย เพื่อว่าเมื่อมีปัญหาภายหลังจะได้นำรถกลับไปให้ทางอู่แก้ไขได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย.
สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์

ถอดรหัสขับประหยัด เรื่องไม่ยากที่คุณเองก็ทำได้


                ด้วยความปรารถนาดีของเรา ทำให้วันนี้เรารู้สึกว่าต้องกลับมาคุยเรื่องความประหยัดอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของแนวทางการขับขี่ ที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ประโยชน์กลับไปลองพัฒนาใช้กัน แม้อาจจะไม่เหมือนกับที่เราไปขับประหยัดมา อาจจะด้วยเส้นทางและสภาพรถ หากแต่วันนี้เพียงแค่เริ่มต้นเชื่อได้เลยว่า คุณจะประหยัดช่วยชาติได้อีกมากโข
                1.วางแผน... แผนคือสิ่งที่ทำให้เราประหยัดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เชื่อหรือไม่ว่า การขับประหยัดที่ดีต้องอาศัยการวางแผนที่ถูกต้อง อย่างเช่นการเลือกเส้นทางที่เหมาะสม ยิ่งกับในเมืองที่รถติด แผนช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันและเวลา นอกจากนี้ช่วยให้คุณไม่วิ่งวนไปมาเป็นหนูติดจั่น อีกด้วย ซึ่งสำหรับการขับต่างจังหวัดเองก็สำคัญ เพราะเมื่อรถวิ่งอย่างต่อเนื่องจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันน้อยกว่า ที่ขับๆ จอด แทบทุกชั่วโมง รวมถึงระยะทางและสภาพถนนที่กำลังจะไปด้วย  ดังนั้นคิดให้ดีก่อนเดินทาง
                2. ขับ 90 ก.ม. /ช.ม. ไม่ประหยัดเสมอไป ..  ออกมารณรงค์กันแทบเป็นแทบตายให้ขับประหยัดช่วยชาติที่ 90 ก.ม./ช.ม.  เคยตั้งคำถามไหมครับว่า ขับแบบนั้นที่ความเร็วเดียวกันในรถทุกรุ่น เครื่องยนต์ทุกขนาดมันจะประหยัดเหมือนกัน หรือไม่ แน่นอนว่า มันไม่เสมอไป และเราเองอยากให้ลบความคิดนี้ออกไป ทันทีที่อ่านเรื่องนี้จากเรา แต่กลับไปตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า รถจะขับประหยัดก็ต่อเมื่อมันใช้ความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งความประหยัดไม่ได้หมายความว่าต้องขับช้าเสมอไป แต่คือการใช้น้ำมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในความเร็วที่เหมาะสมสูงสุดด้วย ซึ่งบางทีอาจจะใช้ความเร็วจากระบบนำทางเป็นตัวช่วยได้ หากมีติดรถ
                3.ผ่อนคลาย เชื่อหรือไม่ว่า การผ่อนคลายในยามขับขี่คือความประหยัดอย่างหนึ่งที่สำคัญ เพราะการผ่อนคลายนี้ช่วยให้เราไม่เครียดเวลาที่เหลียวมองเกจน้ำมัน แต่จะกลับรู้สึกสนุกสนานในการขับขี่ มากกว่า ที่จะห่วงเหมือนท่องบทสวดมนต์ว่า ต้องประหยัด...ต้องประหยัด และนั่นเองจะส่งผลถึงเรื่องการเดินคันเร่งไปพร้อมกันด้วย  เนื่องจากเราจะพะวงกับการขับขี่มากไป ..ไม่เชื่อลองดู
                4.คันเร่ง..เรื่องสำคัญที่สุด  หลายคนที่เรียนมาจากโรงเรียนสอนขับรถ จะมีน้อยมากที่จะพูดถึงเรื่องของการรักษาคันเร่ง หรือ การเดินคันเร่งให้นิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่า ในปัจจุบันมันมีตัวช่วยอย่างระบบ  Cruise Control  ที่ทำให้การขับขี่ในเรื่องการรักษาความเร็วง่ายมากยิ่งขึ้น แต่หากรถใครไม่มี ลองรู้จักเลี้ยงคันเร่งให้มากที่สุด และ ใช้เบรกให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนวิธีการเป็นผ่อนคันเร่งชะลอรถ แทนการเบรคให้มากที่สุด คุณก็อาจจะพบว่า สัจจธรรมความประหยัดไม่ได้อยู่ไกลจากที่คิด
                5.ความรู้สึกล้วนๆ ช่วยได้ อาจจะเป็นคำแนะนำที่แปลกที่สุดสำหรับข้อรองสุดท้าย แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งก็คือ ความรู้สึกเราจะบอกอยู่แล้วว่าเราขับประหยัด หรือไม่ประหยัดมากน้อยเพียงใด ความรู้สึกมักเตือนเสมอในเรื่องการใช้ฝ่าเท้าด้านขวา ดังนั้นควรใช้ความรู้สึกให้เป็นประโยชน์ในการขับประหยัด รวมถึงอย่าใช้อารมณ์ในการขับขี่ให้มากเกินไป พยายามใจเย็นๆ ไปนิ่ง ถึงที่เหมือนกัน รับรองประหยัดแน่นอน
                6.เลือกรถที่เหมาะสมในการเดินทาง ในที่สุดเราก็มีคำแนะนำข้อสุดท้ายในการเดินทางให้ประหยัด และเชื่อหรือไม่ว่า การเลือกรถที่ใช้ในการเดินทางก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะยิ่งถ้าที่บ้านคุณมีรถหลายคัน บางทีการเลือกรถช่วยได้พอสมควร อย่างเช่น รถเครื่องดีเซลขับทางไกลจะให้ความประหยัด กว่าเครื่องเบนซินขนาดเล็กเป็นต้น แต่กลับกันเครื่องเบนซินขนาดเล็กก็เหมาะ ต่อการใช้งานในเขตเมือง ที่รถติด และเครื่องยนต์ขนาดใหญ่จะซดน้ำมันมากกว่า เมื่อต้องทำงานตลอดเวลาในสภาพรถหยุดนิ่ง

            จากทั้ง 6 ข้อนี้ก็เป็นคำแนะนำ ที่ กูรูบอล ขอนำมาฝากเพื่อนๆ ในการขับขี่ให้ประหยัด พบหน้าเด็กปั้มให้น้อยลง แต่แม้การขับขี่ให้ประหยัดจะช่วยได้ในการประหยัดเงินในกระเป๋า แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดีที่จะเติมน้ำมัน ดังนั้นหากคุณต้องเดินทางบ่อยและใช้รถมีระยะมากการมองหารถยนต์ที่ความสามารถในการใช้พลังงานทางเลือกที่หลากหลายก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมมากกว่า