วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ล้อรถแบบใหม่ไม่ต้องเติมลม หมดปัญหายางรั่ว

ปัญหายางแบนดูจะลดน้อยลงไปทุกวัน เนื่องจากสภาพถนนในสมัยนี้ที่ดีกว่าเดิม อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหายางรั่วในประเทศที่ถนนหนทางดี อย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นมีอัตราน้อยมาก จนผู้ผลิตรถยนต์ไม่จำเป็นต้องให้ยางสำรองกับลูกค้ามาไว้ติดรถอีกต่อไป แต่ให้ที่สูบลมมาติดรถไว้แทน ซึ่งการทำเช่นนี้ จะช่วยให้รถเบาลงและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังส่งผลถึงการประหยัดน้ำมันอีกด้วย



          ล่าสุดมีบริษัทแห่งหนึ่ง ได้คิดค้นล้อรถยนต์ที่ไม่จำเป็นต้องสูบลมเข้าไปเลย ซึ่งหมายความว่า ยางรถยนต์ชนิดนี้จะไม่มีปัญหายางรั่วหรือลมออก  อีกทั้งยังไม่ต้องเช็กลมยางเป็นประจำอีกด้วย

          ก่อนหน้านี้ โปรเจคท์ยางไร้ลม เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน เมื่อทางกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ได้สั่งให้พัฒนายางแบบไร้ลม เพื่อใช้ในด้านการทหาร และการใช้คอนเซปต์ของเซลล์เมตริกซ์ ในการค้ำตัวยาง ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยทางผู้ผลิตยางรถยนต์ ก็ได้เสนอตัวต้นแบบของยางชนิดนี้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งยางจะมีลักษณะคล้ายยางรถจักรยาน ที่มีซี่ล้อและตะเกียบเอาไว้หนีบยาง

Resilient Technologies

          จากแนวคิดนี้ ทำให้ทางโพลาริส อินดัสตรี้ พัฒนายางรถยนต์แบบใหม่ที่ชื่อว่า Resilient Technologies ซึ่งจะมีการเปิดตัวและโฆษณาขายในเร็ว ๆ นี้ โดยคอนเซปต์ของ Resilient Technologies นั้น จะใช้พลาสติกมาต่อกันจนเป็นรูปร่างคล้ายรังผึ้ง ทำหน้าที่คล้ายกับซี่ล้อรถ และช่วยค้ำยางนอก เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องไปตามทางขรุขระ พลาสติกเซลล์เหล่านี้ก็จะเปลี่ยนรูปไปตามลักษณะพื้นถนน ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างจากยางรถยนต์ทั่วไป

          นอกจากนี้ การออกแบบยังทำให้ยางรถคลายความร้อนเร็วกว่าปกติ เหมาะสำหรับด้านการทหาร เพราะยางแบบนี้ยังทนทานต่อกระสุนปืน และเมื่อยางรถถูกยิง รถก็ยังสามารถวิ่งต่อไปได้ เซลล์จำนวนมากที่เรียงกันจะช่วยค้ำกันและกัน แม้ว่าเซลล์เหล่านี้จะถูกทำลายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม อีกทั้งยางชนิดนี้ยังทนทาน หากยางเก่าแล้ว ก็เปลี่ยนเพียงแค่ดอกยางเท่านั้น


          ส่วนราคานั้น มีการคาดการณ์กันว่ายางชนิดนี้อาจมีราคาสูง ลูกค้ากลุ่มแรกอาจจะเป็นเหล่าทหาร แต่ทางบริษัทโพลาริสเอง ต้องการให้ยางไร้ลมเป็นยางสำหรับคนทั่วไป และหากยางชนิดนี้ได้รับความนิยมและผลิตจำนวนมาก ๆ แล้วก็จะทำให้ราคาลดลง และทำให้คนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น 

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น