วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Aston Martin อาจจับมือ Lotus ร่วมกันพัฒนารถสปอร์ตในอนาคต


สองบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตจากอังกฤษ อย่าง Aston Martin และ Lotus ตกเป็นข่าวลือการจับมือร่วมกันผลิตรถสปอร์ตในอนาคต เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในทุกด้าน

Automobile Magazine ของอังกฤษรายงานว่า Aston Martin และ Lotus อาจจะหาลู่ทางการทำข้อตกลงการพัฒนารถยนต์ร่วมกันหลากหลายรูปแบบหรืออาจจะควบรวมกิจการเลยก็เป็นได้ รายละเอียดต่างๆยังไม่แน่ชัด แต่คาดว่าทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันในด้านระบบวิศวกรรม กระบวนการจัดซื้อและการจัดหาทรัพยากรการผลิตเพื่อลดต้นทุน
ก่อนหน้านี้ Lotus ต้องเผชิญวิบากกรรมครั้งใหญ่นับตั้งแต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Dany Bahar ถูกไล่ออกจากตำแหน่งและการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ล่าสุด Aslam Farikullah ซีอีโอของ DRB-HICOM บริษัทแม่ของ Lotus ออกมาแถลงว่าบริษัทกำลังเดินหน้าต่อไปด้วยการเตรียมผลิต Esprit ออกจำหน่ายในเร็ววันนี้ พร้อมกับไม่มีแผนจะขายแบรนด์รถสปอร์ตนี้ให้บริษัทอื่นด้วย

Lexus GS 350 F SPORT รุ่นพิเศษ พ่วงซูเปอร์ชาร์จออกงาน SEMA Show


Lexus ตกเป็นข่าวลือมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะเปิดตัว GS F ออกทำตลาดในเร็วๆนี้ แต่ล่าสุดแบรนด์รถยนต์สุดหรูจากญี่ปุ่นกลับแนะนำ GS 350 F SPORT มิดไซส์ซีดานขุมพลังซูเปอร์ชาร์จออกงานแสดงรถแต่ง SEMA Show ที่ลาสเวกัสแทน

หน้าตาภายนอกดูโฉบเฉี่ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยชุดบอดี้คิทของแบรนด์ WALD International มาครบชุดทั้งสปอยเลอร์หน้า สเกิร์ตข้างและสปอยเลอร์หลัง ขณะที่ช่วงล่างก็เหนียวหนึบยิ่งขึ้นด้วยแพ็คเกจ RSR Super i ระบบเบรก Brembo GT หล่อเหลาด้วยล้ออัลลอย Vossen CV7 ขนาด 20 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Yokohama S.Drive
ขุมพลังขับเคลื่อนเป็นบล็อก V6 ความจุกระบอกสูบ 3.5 ลิตร ที่ได้รับการติดตั้งระบบอัดอากาศซูเปอร์ชาร์จ Apexi CG SPL พร้อมระบบควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อ Smart Accel และเฮดเดอร์ท่อไอเสียคู่ PTS Joe Z Series ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขพละกำลัง แต่ย่อมมากกว่ารุ่นสแตนดาร์ดที่มีแรงม้าอยู่ที่ 306 ตัว แรงบิด 375 นิวตันเมตรแน่นอน

แต่งเต็ม Ford Fiesta 2013 ควงคู่ Taurus SHO ออกงาน 2012 SEMA Show


Ford ประกาศส่งรถซับคอมแพกต์รุ่นยอดฮิต Fiesta และซีดานสมรรถนะสูง Taurus SHO รุ่นโมดิฟายด์พิเศษออกอวดโฉมที่งาน SEMA Show 2012 ซึ่งเปิดฉากในสัปดาห์นี้ที่นครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

Fiesta ออกแบบโดยนิตยสาร B-Spec Magazine ภายใต้แนวคิดการผสมผสาน “รูปแบบที่ดุดันและการใช้งานที่เหมาะสม” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว แม้ Ford ยังไม่เปิดเผยข้อมูลฉบับเต็ม แต่จากภาพก็เผยให้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ใช้สีสันทูโทน ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ ช่วงล่างโหลดเตี้ยเต็มพิกัด ขณะเดียวกัน ยังมีแร็คตั้งจักรยานบนหลังคาเอาใจคนรุ่นใหม่ พร้อมกับเครื่องเสียงชุดใหญ่อีกด้วย
ขณะที่ Taurus SHO ปรับแต่งโดย CGS Motorsports ดุดันด้วยกระจังหน้าสีดำเงา ส่วนฝากระโปรง หลังคาและประตูท้ายทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมกับการติดตั้งลิ้นสปอยเลอร์หน้า สเกิร์ตข้างดีไซน์สวย และล้ออัลลอยห้าก้านอยู่คู่กับเบรกเกรดพิเศษของแบรนด์ Baer
Ford ประกาศด้วยว่าพื้นที่ในบูธที่มีขนาด 25,500 ตารางฟุตนั้นยังมีส่วนที่จัดไว้เพื่ออุทิศให้แก่ Carroll Shelby ตำนานนักแข่งรถและนักพัฒนารถสมรรถนะสูงที่เพิ่งเสียชีวิตไป รวมถึงพื้นที่ “อู่รถในฝัน” หรือ “Dream Garage” ที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่เก็บรถยนต์ในฝันของนักเลงรถหลายคนนั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไรด้วย

Volvo V60 Racing เวอร์ชั่นแข่ง จ่อลงสนามบราซิล ทัวริ่งคาร์ แชมเปี้ยนชิพปีหน้า


หลังเผยโฉมภาพทีเซอร์ลึกลับออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้แฟนๆได้คาดเดากันไปหลายทิศทาง ล่าสุด Volvo เฉลยด้วยการเปิดตัว V60 Racing เวอร์ชั่นรถแข่งต้นแบบสำหรับการชิงชัยในสนามแข่งทางเรียบโดยเฉพาะ ภายในงานเซาเปาโล มอเตอร์โชว์ ประเทศบราซิล

V60 Racing มาพร้อมกับตัวถังสีขาวสลับน้ำเงินที่ถอดแบบมาจากรถแข่งรุ่น 850 Wagon ที่เคยสร้างชื่อกระหึ่มรายการ British Touring Car Championship ช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 มาแล้ว โดยนอกจากล้ออัลลอยขนาดใหญ่สีเข้มและบอดี้คิทรอบคันสไตล์สปอร์ต เกือบทุกสัดส่วนของ V60 Racing ยังคงใช้ของเดิมจากรุ่นสแตนดาร์ดทั้งหมด
ในห้องโดยสารถูกปรับแต่งสไตล์เรซซิ่ง Volvo ใช้พวงมาลัยหนังกลับแบบสามก้าน ติดตั้งโรลเคจนิรภัยและใช้เบาะคู่หน้าแบบบั๊กเก็ตซีท แต่ที่น่าแปลกใจก็คือไม่มีการรีดน้ำหนักส่วนเกินตามสไตล์รถแข่งทั่วไป แต่ยังคงมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ หน้าจอทัชสกรีนรองรับระบบอินโฟเทนเมนท์และระบบปรับอากาศ
ใต้ฝากระโปรงบรรจุเครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ผลิตพละกำลังสูงสุด 250 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ดูอัลคลัตช์ 6 สปีด ยักษ์สวีเดนไม่เปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคมากนัก โดยเฉพาะตัวเลขอัตราเร่งที่ยังคงปิดเป็นความลับ
V60 Racing ไม่ได้เป็นเพียงรถต้นแบบธรรมดา เพราะ Volvo ให้คำมั่นว่าจะส่งเข้าร่วมแข่งขันรายการรถยนต์ทางเรียบตลอดทั้งฤดูกาล 2013 อย่างแน่นอน หนึ่งในนั้นคือ Brasileiro de Marcas หรือการแข่งทัวริ่งคาร์แชมเปี้ยนชิพของประเทศบราซิลด้วย แต่สำหรับการแข่งขันนอกภูมิภาคลาตินอเมริกานั้นยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใด

2013 Hyundai Elantra Wagon โรงแรมห้าดาวเคลื่อนที่แห่งแรกในโลก


Hyundai Elantra Wagon เป็นรถยนต์นั่งกึ่งอเนกประสงค์ที่มีเนื้อที่ในห้องโดยสารแค่พอประมาณ แต่ Hyundai Netherlands สร้างสรรค์แคมเปญสุดแปลกแหวกแนวเพื่อย้ำให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงศักยภาพการรองรับทุกการใช้งานด้วยการแปลงโฉมให้เป็น “โรงแรมสุดหรูระดับห้าดาวเคลื่อนที่คันแรกในโลก”

ไอเดียสุดบรรเจิดดังกล่าวคิดค้นโดยเอเจนซี่โฆษณาดัตช์อย่าง Fitzroy Amsterdam ทำการปรับโฉมรถยนต์ให้กลายเป็นห้องพักโรงแรมด้วยการพับเบาะที่นั่งลงทั้งหมด ก่อนจะนำหมอนและผ้าห่มตลอดจนจอภาพยนตร์ใส่เข้าไปในรถ สาเหตุที่ Hyundai ไม่เลือกใช้รถที่มีขนาดใหญ่อย่าง Santa Fe แต่หันมาใช้รถที่เล็กกว่าอย่าง Elantra Wagon ก็เพื่อเน้นให้เห็นถึงความกว้างขวางอย่างแท้จริง
หลังแปลงโฉมแล้ว มีการเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ด้วยว่า “Hotel Hyundai” มาพร้อมโลโก้ H สองตัวที่มีดีไซน์เหมือนกันร่องเกียร์ธรรมดาที่ใช้ใน Elantra Wagon คันนี้ด้วย นอกจากนี้ Hyundai ยังติดตั้งตู้เย็นขนาดเล็กไว้ในรถเพื่อให้แน่ใจว่าแขกคนสำคัญจะมีความสะดวกสบายและได้สัมผัสความบันเทิงครบครัน โดยรถ Hotel Hyundai จะจอดอยู่บริเวณลานด้านหน้าของโรงแรม College Hotel ใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัมเพื่อให้แขกได้เข้าถึงส่วนบริการอื่นๆและสั่งรูมเซอร์วิสจากโรงแรมได้อีกด้วย
ไม่รู้ว่านอนในรถวากอนจะมีความสะดวกสบายถึงระดับ “ห้าดาว” เหมือนกับที่เคลมไว้หรือไม่ แต่ดูจากรอยยิ้มของแฟนเพจ Hyundai Netherlands ที่มีโอกาสนอนพักใน Hotel Hyundai แล้วก็เชื่อว่าจะสร้างความประทับใจได้มากพอสมควร

Fiat Bravo Xtreme รถต้นแบบทรงดุเผยโฉมที่ 2012 Sao Paulo Motor Show


งานเซาเปาโล มอเตอร์โชว์ในปีนี้ดึงดูดให้คอรถยนต์ทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะมีรถต้นแบบและรถโปรดักชั่นเปิดตัวออกสู่ตลาดรถยนต์บราซิลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกมากมายหลายรุ่น หนึ่งในนั้นคือ Fiat Bravo Xtreme รถต้นแบบขนาดคอมแพกต์จากอิตาลีซึ่งพัฒนาจากพื้นฐานของรุ่น Fiat Bravo

Fiat Bravo Xtreme มาพร้อมกับหน้าตาที่ดุดันกว่าเดิม โดดเด่นด้วยชุดบอดี้คิทรอบคัน ประกอบด้วยกันชนหน้า กระจังหน้าขนาดใหญ่ ช่องดักลมสองข้าง ไฟเดย์ไลท์ LED สเกิร์ตข้างมีดีไซน์ ขณะที่บั้นท้ายเน้นกันชนทรงบึกบึน กรอบไฟ LED ท่อไอเสียแยกซ้ายขวา แผงดิฟฟิวเซอร์และสปอยเลอร์บนหลังคา ส่วนล้ออัลลอยเป็นแบบสีทูโทนขนาดใหญ่
การออกแบบภายในมีโครงสร้างรองรับผู้โดยสารสี่ที่นั่ง ติดตั้งเครื่องเสียงชั้นดี ASK แผงคอนโซลสไตล์ล้ำสมัยกว่ารุ่น Bravo เดิม นอกจากนี้ยังมีหน้าจอฝังอยู่ที่พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้าเพิ่มอรรถรสความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารแถวหลังอีกด้วย
ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของ Fiat Bravo Xtreme คือขุมพลัง T-Jet ขนาด 1.4 ลิตร 16 วาล์ว ผลิตพละกำลังสูงสุด 253 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 332 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ/นาที ระบบกันสะเทือนใช้ช่วงล่างที่แข็งแน่นยิ่งขึ้นโดยลดส่วนสูงตัวรถลง 5 มม
ไม่มีการยืนยันจาก Fiat ว่าจะผลิตรถต้นแบบรุ่นนี้ออกจำหน่ายจริงหรือไม่ แต่ดูจากรูปลักษณ์แล้วถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

All-New Mazda6 Coupe ออกทำตลาดแน่นอนภายในปี 2014


แม้ Mazda จะออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่มีแผนการพัฒนารุ่นคูเป้ออกมาจำหน่ายในเวลานี้ แต่เวบไซต์ Auto Express ของอังกฤษรายงานว่า ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบกำลังเดินหน้าพัฒนา All-New Mazda6 เวอร์ชั่นคูเป้และพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2014 อย่างแน่นอน

Auto Express ระบุว่า Mazda6 จะเปิดตัวออกทำตลาดมิดไซส์เคียงข้างกับรุ่นซีดานและวากอนที่เพิ่งเผยโฉมอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานนี้ โดยคาดว่าจะมาในรูปโฉมรถแฮทช์แบ็กแบบสามประตูเพื่อเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารมากกว่าแบบสองประตูทั่วไป สำหรับตลาดที่จะออกจำหน่ายจะเน้นในยุโรปและในแถบเอเชียบางประเทศ
ขณะเดียวกัน Mazda ยังมีเป้าหมายยกระดับรถในไลน์ 6 ให้มีภาพลักษณ์หรูหรามากขึ้นเพื่อที่จะแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญในยุโรป อย่าง Audi A5
Mazda6 เวอร์ชั่นคูเป้อาจจะใช้ขุมพลังขับเคลื่อนแบบสแตนดาร์ดเหมือนกับรุ่นซีดานและวากอน แต่มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันว่าจะมีเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงตามสไตล์ของรถที่ค่อนข้างปราดเปรียวอีกด้วย คาดการณ์ว่า Mazda อาจจะใช้เครื่องยนต์บล็อก 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ความจุกระบอกสูบ 2.0 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ มีพละกำลังสูงสุด 260 แรงม้า
หาก Mazda6 กำลังเดินหน้าพัฒนารุ่นคูเป้จริง (แต่ต้องปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อไม่ให้กระแสรุ่นซีดานและวากอนตกไป) คาดว่าในช่วงต้นปีหน้าจะมีความเคลื่อนไหวให้ได้ติดตามกันมากกว่านี้เพราะกำหนดการส่งตัวถึงโชว์รูมในปี 2014 ไม่ได้นานเกินรอแต่อย่างใด

Hennessey VR1200 สร้างสถิติใหม่ท็อปสปีดในสหรัฐฯ 389.4 กม./ชม.


ขึ้นชื่อว่าลงมือทำอะไรแล้วต้องทำอย่างสุดโต่งจริงๆ สำหรับ John Hennessey เจ้าของสำนักแต่งชื่อดังจากเท็กซัสอย่าง Hennessey Performance ล่าสุดนำจรวดทางเรียบ VR1200 ที่พัฒนาจากพื้นฐานของ Cadillac CTS-V พกพละกำลังระดับ 1,226 แรงม้าออกสร้างสถิติรถโปรดักชั่นที่สามารถทำความเร็วสูงสุดบนถนนหลวงในสหรัฐอเมริกา

การสร้างสถิติใหม่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยฝีมือนักขับผู้กล้า Brian Smith ที่ควบเจ้า VR1200 ไปบนถนนหลวงแบบโทลล์เวย์ (ต้องเสียเงินเพื่อใช้บริการถนนเส้นนี้) ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานคมนาคมและความปลอดภัยสาธารณะและกรมตำรวจท้องถิ่นของรัฐเท็กซัส โดย VR1200 สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 389.4 กม./ชม.
ทั้งนี้ VR1200 ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังบล็อก V8 ความจุกระบอกสูบ 7.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ผลิตพละกำลังสูงสุด 1,226 แรงม้า แรงบิด 1,109 ฟุตปอนด์ มีราคาจำหน่ายที่ 295,000 เหรียญสหรัฐฯ
ไม่เพียงเท่านั้น Hennessey ยังทำการทดสอบ HPE700 รถสปอร์ตที่พัฒนาต่อยอดจาก Chevrolet Camaro โดยสามารถทำท็อปสปีดได้ถึง 328 กม./ชม.บนถนนเส้นเดียวกันนี้ ถือว่าน่าประทับใจมากเพราะ HPE700 มีแรงม้าอยู่ที่ 707 ตัว น้อยกว่า VR1200 ถึง 500 ตัวเลยทีเดียว การทำความเร็วสูงสุดทั้งสองครั้งวัดโดยเครื่อง Vbox ด้วยเทคโนโลยี GPS
ทั้งนี้ ถนนเส้นดังกล่าวมีลักษณะตรงยาวและเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่นานนี้ มีระยะทางประมาณ 60 กม. จึงเหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็ว แต่กฎหมายของเท็กซัสก็จำกัดความเร็วบนถนนเส้นนี้ไว้ที่ 85 ไมล์/ชม.หรือราว 136 กม./ชม.

All-New Subaru Forester XT 2014 รุ่นเทอร์โบชาร์จ 276 แรงม้า


All-New Subaru Forester รถอเนกประสงค์เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดไม่ใช่ความลับขั้นสุดยอดอีกต่อไปแล้ว เพราะมีภาพหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ภาพโบรชัวร์เวอร์ชั่น JDM (Japanese Domestic Market) ภาษาญี่ปุ่น ไปจนถึงภาพของ “เจ้าป่า” ตัวจริงที่จอดอยู่ในสถานที่ที่คล้ายกับโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศบ้านเกิด

แต่ All-New Forester ซึ่งมีกำหนดการเปิดตัวในญี่ปุ่นภายในปีนี้และตลาดประเทศอื่นกลางปีหน้าเป็นต้นไป ก็ยังมีความเคลื่อนไหวให้ติดตามกันต่อเนื่อง ล่าสุด มีภาพของรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้หลุดออกมาอีกครั้ง ซึ่งแตกต่างจากภาพที่เคยเห็นก่อนหน้านี้
นั่นเป็นเพราะ Forester ที่เราเคยเห็นมาแล้วเป็นรุ่นเริ่มต้นที่จำหน่ายในญี่ปุ่นซึ่งใช้ขุมพลัง 4 สูบ 2.0 ลิตร 146 แรงม้า แต่สำหรับภาพหลุดของ Forester สามคันล่าสุด (สีขาวสองคันและสีเงินหนึ่งคัน) เป็นเวอร์ชั่น Forester XT ที่มาพร้อมกับขุมพลัง 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ twin-scroll รีดพละกำลังสูงถึง 276 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแปรผันต่อเนื่อง CVT
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือ รุ่นเทอร์โบชาร์จจะมีการออกแบบกันชนหน้าที่แตกต่างออกไป โดยมีแถบสีดำตรงกลางและร่องระบายอากาศที่มุมด้านข้าง รวมถึงกรอบไฟตัดหมอกที่มีดีไซน์ใหม่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ขึ้นที่หลังคาด้านหลัง ติดตั้งสเกิร์ตข้างและล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 225/55 R18
คาดว่าในเดือนพฤศจิกายน เราจะได้ยลโฉมคันเต็มพร้อมสเปกต่างๆทุกรุ่นย่อยของ All-New Subaru Forester อย่างเป็นทางการ

ใหม่ Lexus LS 2013 พร้อมรุ่น F Sport ตอบทุกความต้องการในแบบ Human Harmonics


นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายศิตชัย จีระธัญญาสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ มร.อัทซึโอะ ซึคาดะ(Atsuo Tsukada) ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวแนะนำสุดยอดรถยนต์นั่งเลกซัส LS ใหม่ เมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม 2555 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโอกูระ

เลกซัส LS เป็นยนตรกรรมที่สร้างสรรค์และพัฒนาภายใต้ปรัชญาการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ หรือ The Pursuit of Perfection ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยยอดขายทั่วโลกที่มากกว่า 730,000 คัน ตลอดทั้ง 4 เจนเนอเรชั่น
ส่าสุด เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ เลกซัส LS ใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงในรายละเอียดมากกว่า 3,000 จุด โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดัน มีสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะภายในของเลกซัสคือความเงียบ ความประณีต ความสะดวกสบาย ความล้ำสมัย และความปลอดภัย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ ด้วย รุ่น LS460 รุ่น LS460L ที่ดูหรูหรา รุ่น F-Sport ที่มีความสปอร์ตทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะ และรุ่น LS600h ที่สุดของรถยนต์ไฮบริด
การออกแบบ
รูปลักษณ์ภายนอกของเลกซัสLS ใหม่ได้ถูกออกแบบอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยการนำหลอดไฟ LED มาใช้ในทุกจุด รวมถึงไฟตัดหมอกทรงแนวตั้งที่มาพร้อมเลนส์ PES (โพลิเอสเตอร์) ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดของโลก ระบบไฟหน้าที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ในเวลากลางวัน รูปทรงตัวแอล (Daytime Running Lights) สะท้อนให้เห็นรูปแบบที่นำสมัย พร้อมกระจังหน้าแบบใหม่ “Spindle Grille” เอกลักษณ์ใหม่แห่งดีไซน์ที่บ่งบอกความเป็นสุดยอดยนตรกรรมของเลกซัส ออกแบบบนพื้นฐานของความเรียบหรู ให้ความรู้สึกเหนือระดับ ที่เปี่ยมด้วยพลัง
ประสิทธิภาพการขับขี่
รุ่น LS600hL สุดยอดยานยนต์ไฮบริด ที่นำเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร มาผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง ให้แรงม้าสูงสุดที่ 445 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนแบบ Full-time AWD ให้ความมั่นใจในทุกสภาพการขับขี่
รุ่น LS460 มาพร้อมสมรรถนะอันทรงพลังจากเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.6 ลิตรพร้อมระบบปรับวาล์วแปรผัน Dual VVT-iE ให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า ส่งกำลังขับเคลื่อนล้อหลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด รถยนต์เลกซัส LS ใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการรับรองมาตรฐานการปล่อยมลพิษยูโร ระดับ5 (EURO 5)
ด้วยเทคนิคการเชื่อมตัวถังแบบใหม่ ทำให้โครงสร้างของเลกซัส LS ใหม่มีความแข็งแรง มั่นคงและยืดหยุ่น ให้ความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการโช๊คอัพแบบแปรผันค่าความหนืด (Frequency Adaptive Damping) หรือ ระบบรองรับการสั่นสะเทือนแบบถุงลม (Adaptive Variable Suspension) ทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนดียิ่งขึ้น ระบบพวงมาลัยได้รับการปรับปรุงให้มีความแม่นยำและมีการตอบสนองรวดเร็วมากขึ้น ระบบเบรคที่ตอบสนองการเบรคในสถานะการณ์ฉุกเฉินได้รวดเร็วมากขึ้น แป้นเบรคให้สัมผัสที่ดีขึ้น รวมถึงโหมดการขับขี่ที่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ ECO, COMFORT, NORMAL, SPORTS และ SPORT S+ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เลกซัส LS ใหม่สมบูรณ์แบบด้วยประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
F SPORT
ครั้งแรกสำหรับเลกซัส LS กับเวอร์ชั่น F SPORT ที่นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์หรูที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบบสปอร์ต ผสมผสานรูปแบบภายนอกที่ดุดัน กับภายในโฉบเฉี่ยวเร้าใจ พร้อมปรับความสูงของระบบช่วงล่างลง 10 มม. ดิสค์เบรคคู่หน้า Brembo แบบ 6 พอร์ต และแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift) พร้อมเสริมประสิทธิภาพด้วยเฟืองท้ายหลังแบบ Torsen Limited Slip
ความเงียบ ความประณีต ความสะดวกสบาย และความล้ำสมัย
เลกซัส LS ใหม่ ยังคงมาตรฐานอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรถยนต์เลกซัส ที่ภายในห้องโดยสารมีความเงียบและสบายที่สุดในโลก เป็นผลจากการพัฒนาวัสดุดูดซับเสียงที่ช่วยขจัดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ พื้นถนน และลมปะทะ พร้อมอุปกรณ์ที่ดูดซับเสียงในห้องโดยสารตอนหน้า
ครั้งแรกกับ Lexus Climate Concierge หรือ ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะแบบ Multi-Zone ที่ใช้เซ็นเซอร์กว่า 13 ตัว เพื่อวัดสภาพอากาศภายในห้องโดยสาร และกระจายความเย็นหรือความร้อนอย่างสม่ำเสมอทั่วห้องโดยสารตามความต้องการของผู้โดยสารแต่ละคน รวมทั้งปรับอุณหภูมิบริเวณเบาะนั่งและพวงมาลัยโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้น ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ LS ยังทำงานผสานกับ นาโน-อี(Nano-e) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ด้วยคุณสมบัติพิเศษ โดยการปล่อยประจุลบของน้ำออกมา เพื่อดักจับ และทำลาย เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย ภายในห้องโดยสาร ช่วยขจัดกลิ่นอับชื้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ ทำให้อากาศภายในห้องโดยสารสะอาด สดชื่นตลอดการเดินทาง
ภายในโดดเด่น ด้วย Advanced Illumination System (AIS) สะท้อนความหรูหราภายในด้วย Welcome Light LED สี Champagne White บริเวณคอนโซลหน้า ที่จะเรืองแสงต้อนรับเมื่อเข้าใกล้ตัวรถ พร้อมแผงหน้าปัดที่ง่ายต่อการควบคุมและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ด้วยการแบ่งโซนอย่างเด่นชัด ทั้งโซนแสดงผล (Display Zone) ซึ่งประกอบไปด้วย LCD Multi-display ขนาดใหญ่ที่สุด 12.3 นิ้ว และโซนควบคุม (Operation Zone) ที่สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย ด้วย Remote Touch Interface (RTI) เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่สามารถควบคุมระบบการทำงานต่างๆ ในรถยนต์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เสมือนการคลิกเมาส์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 380 มิลลิเมตร สั้นกว่าเดิมถึง 10 มิลลิเมตร ให้ประสิทธิภาพในการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นพร้อมเติมอารมณ์สปอร์ต นอกจากนี้ แผงหน้าปัดที่มาพร้อมจอข้อมูลเรืองแสงออพติตรอนขนาดใหญ่ และจอแสดงผลแบบ Thin Film Transistor Multi-information ขนาด 5.8 นิ้ว เป็นจอแสดงข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดารถยนต์เลกซัสทั้งหมด ช่วยให้การอ่านค่าทำได้สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยสุดยอดเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก Mark Levinson และระบบ Rear Seat Entertainment System ระบบบันเทิงเต็มรูปแบบหนึ่งเดียวที่มาพร้อม Blu-ray player พร้อมการออกแบบภายในที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายใต้แนวคิด Human-Centered Engineering ที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานของมนุษย์ได้มากที่สุด
ระบบความปลอดภัยเหนือชั้น
มั่นใจสูงสุดด้วยระบบความปลอดภัยเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการรวมไดนามิกของตัวรถ VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management) ที่ผสานการทำงานของระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะทำการควบคุมการทำงานของระบบกันสะเทือนแบบแปรผัน (Adaptive Variable Suspension)* ระบบพวงมาลัยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (Electronic Power Steering) และอัตราทดเฟืองพวงมาลัยแบบแปรผัน (Variable Gear Ratio Steering)* ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มสมรรถนะการควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ทั้งในขณะขับขี่และเบรค รวมทั้งลดการเกิดอาการล้อหมุนฟรี ช่วยให้ทุกการเคลื่อนไหวของรถยนต์เป็นไปได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด
ระบบ Pre-Crash Safety* ที่มีเซนเซอร์ตรวจสอบความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชน หากตรวจพบว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่บนถนนเบื้องหน้า ระบบจะส่งสัญญาณเตือนผ่านหน้าจอแสดงผลทันที ทำให้เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (Pre-Crash Seatbelt)* จะทำการดึงรั้งผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้าอัตโนมัติ ช่วยให้คนขับและผู้โดยสารแนบชิดกับเบาะและพนักพิง เพื่อป้องกันการกระแทกอย่างรุนแรงจากพวงมาลัยหรือถุงลมเสริมความปลอดภัยหรือคอนโซลหน้า
ระบบ Passive Safety ที่ให้การปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS แบบคู่ (twin-chamber) สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมเสริมความปลอดภัยบริเวณหัวเข่าสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมเสริมความปลอดภัยด้านข้างทั้งบริเวณที่นั่งตอนหน้าและหลัง และม่านถุงลมเสริมความปลอดภัยซึ่งจะช่วยลดอาการบาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในกรณีที่เกิดการชนจากด้านหลัง หมอนรองศีรษะสำหรับที่นั่งตอนหน้า แบบ active headrests จะทำงานทันทีที่ได้รับสัญญาณจากถุงลมเสริมความปลอดภัยเบาะหน้า เพื่อช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นบริเวณกระดูกต้นคอ อีกทั้งยังมีถุงลมเสริมความปลอดภัยเบาะรองนั่ง ออตโตมาน* ช่วยป้องกันการลื่นไถลของผู้โดยสาร เมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า ปกป้องผู้โดยสารให้ปลอดภัยสูงสุด ตลอดการเดินทาง

เผยโฉม Renault DCross Concept ต้นแบบอเนกประสงค์ทรงบึกบึนรุ่นใหม่ล่าสุด


ยังคงเก็บตกงานเซาเปาโล มอเตอร์โชว์ซึ่งมียนตรกรรมเปิดตัวกันมากมายหลายรุ่น ทั้งเวอร์ชั่นต้นแบบและโปรดักชั่น คราวนี้เป็นคิวของค่ายรถจากฝรั่งเศส Renault ที่ส่งรถอเนกประสงค์ต้นแบบ DCross โชว์ตัวที่งานประจำปีนี้
DCross พัฒนาบนพื้นฐานของ Dacia Duster แต่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ทันสมัยยิ่งกว่า ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ขึ้น เสริมความสมบุกสมบันด้วยแผงกันกระแทกสกิ๊ดเพลทและราวหลังคา ด้ายท้ายรถตั้งแต่ประตูหลังใช้สีดำทั้งหมด ขณะที่ไฟท้ายมีดีไซน์ล้ำสมัยสุดๆ ถอดแบบมาจากรถพลังงานไฟฟ้ารุ่น ZOE
ทั้งนี้ การออกแบบ DCross (ซึ่งเหมือนเป็นการแปลงโฉมจากรุ่น Duster) เป็นผลงานของทีมดีไซเนอร์ของ Renault do Brazil
“ในประเทศบราซิล ลูกค้าชื่นชอบภาพลักษณ์ความบึกบึนของ Duster ดังนั้นรถต้นแบบรุ่นนี้จึงเป็นการรีดเค้นความสมบุกสมบันออกมาให้ได้มากที่สุด” Olivier Murguet ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Renault do Brazil กล่าวกับเวบไซต์ Auto Express “รถต้นแบบรุ่นนี้ได้รับการรังสรรค์โดยทีมนักออกแบบของบราซิลในสตูดิโอใจกลางนครเซาเปาโลแห่งนี้”
Renault ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคของ DCross เพราะต้องการเน้นให้สาธารณชนได้เห็นถึงแนวทางการออกแบบของรุ่น Duster ที่จะออกทำตลาดในลาตินอเมริกา ซึ่งคาดว่ารุ่นโปรดักชั่นจะได้รับการเผยโฉมที่งานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ปีหน้า
“เราไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากทิศทางและไอเดียที่ดี DCross เป็นวิสัยทัศน์ของเราในอนาคต” Murguet ยืนยันหนักแน่น

2013 BMW M3 Coupe Frozen Edition ดุดันกว่าเดิม เพียง 150 คันในโลก


BMW พัฒนาอีกหนึ่งเวอร์ชั่นพิเศษของรถคูเป้สมรรถนะสูงอย่าง M3 ออกมาเอาใจลูกค้าอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับสีตัวถังแบบด้านตามสมัยนิยมในชื่อเวอร์ชั่น “Frozen” มีทั้งสีแดง ขาว และน้ำเงินให้เลือกตามต้องการ

ก่อนหน้านี้ BMW เคยนำเสนอ Frozen Edition แบบสีบรอนซ์เงินมาแล้ว คราวนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่ยักษ์เยอรมันนำเสนอสีสันตัวถังแบบ Frozen ให้เลือกหลายเฉดพร้อมกัน อย่างไรก็ดี คุณสมบัติของสีตัวถังแบบพิเศษนี้ยังละเอียดอ่อนเหมือนเดิม คือเจ้าของรถต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ หากมียางต้นไม้หรือขี้นกตกใส่ต้องรีบทำความสะอาดโดยเร็วที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้นานสีพิเศษดังกล่าวอาจเสียหายในระยะยาวได้
M3 Coupe Frozen 2013 มาพร้อมกับชุดอัพเกรด Competition Package ที่ประกอบด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้วสีดำด้าน ช่วงล่างชุดใหม่ที่โหลดความสูงตัวรถให้เตี้ยลง 10 มม พร้อมระบบควบคุมช็อกอัพอิเลกทรอนิก รวมถึงการปรับแต่งระบบรักษาเสถียรภาพที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ให้มั่นคงขึ้น
รูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างจาก M3 รุ่นสแตนดาร์ด ทั้งกระจังหน้า ซุ้มล้อพร้อมช่องระบายความร้อน ปลายท่อไอเสียสไตล์สปอร์ตใช้สีดำล้วนทั้งหมด ส่วนหลังคาแฝงความดุดันด้วยการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์โชว์ความดิบ
สำหรับขุมพลังขับเคลื่อนไม่มีการโมดิฟายด์เพิ่มเติม ยังคงเป็นบล็อกสแตนดาร์ด V8 ความจุ 4.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 414 แรงม้า แรงบิด 295 ฟุตปอนด์ โดยมีเฉพาะระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้ใช้เท่านั้นสำหรับเวอร์ชั่น M3 Coupe Frozen นี้
BMW มีแผนการผลิต M3 Coupe Frozen แค่เพียง 150 คัน โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนมกราคมปีหน้า สนนราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 76,395 เหรียญสหรัฐฯ โดยลูกค้าที่ทำการจับจองสามารถเลือกได้ว่าจะรับรถที่ใด ระหว่างสำนักงาน BMW Welt ในเมืองมิวนิค เยอรมนีหรือ Performance Center Delivery ในเมืองสปาร์ตันเบิร์ก รัฐเซาท์คาโลไรน่า พร้อมกับมีคอร์สอบรมการขับขี่ชั้นสูงให้เรียนด้วย
หากใครสนใจควรจะรีบหน่อย เพราะโดยปกติแล้ว M3 Coupe Frozen จะจำหน่ายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่นาทีหลังจาก BMW ประกาศเผยโฉม

รถเล็กหัวใจโต Aston Martin ซุ่มพัฒนาขุมพลัง V12 สำหรับรถซิตี้คาร์ Cygnet


หลัง Nissan Juke-R ได้เสียงตอบรับจากสาธารณชนและสื่อมวลชนอย่างล้นหลาม Aston Martin ตกเป็นข่าวว่ากำลังเดินตามรอยความสำเร็จด้วยการพัฒนาขุมพลัง V12 สำหรับบรรจุอยู่ใต้ฝากระโปรงของ Cygnet รถซิตี้คาร์ขนาดกะทัดรัดที่ผลิตจากพื้นฐานของ Toyota iQ ซึ่งก่อนหน้านี้ Cygnet มักถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ของ Aston Martin ในการดึงระดับการปล่อยมลพิษของไลน์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ต่ำลง

มีความเป็นไปได้ว่า เครื่องยนต์บิ๊กบล็อกจะวางอยู่หลังเบาะที่นั่งคู่หน้าของ Cygnet เหมือนกับรถต้นแบบ Volkswagen GTI-W12
นอกจากนี้ ยังมีการโมดิฟายด์แชสซีส์ใหม่หมดเพื่อรับกับความแรงที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจะมีจำนวนการผลิตจำกัด เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าหลักในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาค่าตัวแน่นอนว่าย่อมพุ่งกระฉูดแตะหกหลักในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ Juke-R มีค่าตัวอยู่ที่ 800,000 ดอลลาร์

ขับทดสอบ Honda Sedan 1.2 ลิตร ซีดานใหม่ ณ แก่งกระจานเซอร์กิต


ซีดานในฝันของคุณเป็นแบบไหน? “คล่องตัว แต่กว้างสบาย” “ขับสนุก แต่ประหยัดน้ำมัน” “เป็นมิตรกับโลก แต่ความปลอดภัยครบครัน” พบสมการความสุขใหม่จากฮอนด้า เร็วๆนี้ ซีดาน 1.2 ลิตรใหม่ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ หลายๆคน คงได้เห็นโฆษณานี้ผ่านทางทีวีกันไปบ้างแล้ว ซึ่งนั่นทำให้พวกเราตีความได้ว่า ทาง Honda ใกล้จะทำการเปิดตัวรถยนต์ Eco Car ตัวถัง Sedan ใหม่! หรือ ตามกระแสที่เรียกกันว่า Brio Sedan เพื่อจะมาลุยบุกถล่มยอดขายรถยนต์คันแรก ภายในสิ้นปีนี้เป็นระลอกสุดท้าย ซึ่งการมาของ Eco Car 4 ประตู รุ่นแรกของ Honda นั้น จะเปิดตัวในไทยเป็นประเทศแรกอีกด้วย และก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการนั้น ทาง Honda Automobile ประเทศไทย ได้มีการจัดทริปเชิญสื่อมวลชนร่วมขับทดสอบกันเป็นกลุ่มแรก ณ สนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิต ซึ่งทาง Autospinn ของเราก็ได้รับเชิญเข้าร่วมทดสอบด้วย ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้

สำหรับรายละเอียดรูปลักษณ์ภายนอกนั้น รถซีดานตัวน้อยของเรานี้ ยังถูกพลางตัว จากสติกเกอร์ลายพรางตา แต่จากที่ได้มองเห็นและสัมผัส รถคันนี้เหมือนการจับ Honda Brio ออกมาผ่าบั้นท้าย Hatchback ออก แล้วแทนที่ด้วยท้ายหลังแบบใหม่ ในรูปของรถซีดาน ซึ่งดูแล้ว ช่วงฝากระโปรงหลังดูสั้นๆ แปลกๆ ไปนิด แต่ก็ให้ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร (หรือไม่มีใครคิดจะเหมือน) แต่สำหรับพื้นที่สัมภาระท้ายนั้น ถึงจะเห็น ท้ายสั้นๆ เล็กๆ อย่างนี้แต่มีพื้นที่บรรจุถึง 400 ลิตร ซึ่งถือว่าไม่ได้ขี้เหล่ และด้านมิตินั้นตัวถังซีดานคันนี้ ยาวกว่า Brio 380มม. ซึ่งส่งผลให้ตัวรถมีพื้นที่ Leg Room ที่มากขึ้น และมีน้ำหนักมากกว่าอยู่ 26 กก.
เมื่อถึงคราวที่ได้ทดลองขับและ เปิดประตูออกมา พบกับภายใน ดูจะเหมือนกับ Brio แทบทุกอย่างนะ เท่าที่จะจำได้ ทั้งแผงแดชบอร์ด โทนสี พวงมาลัย เบาะ เหมือนกันหมด ในส่วนของเบาะหลังนั้น พื้นที่ Leg Room พอมีเหลือให้นั่งได้แบบสบายๆ โดยที่ไม่ต้องอึดอัด ถือว่าทำได้ดีกับรถ Mini Size Eco Car 4 ประตูคันนี้ แต่น่าเสียดายที่ว่า เบาะตอนหลังไม่สามารถพับลง แบบ 60:40 ได้เหมือน Honda City
ในส่วนของเครื่องยนต์ เป็นบล๊อก 4 สูบ SOHC 1.2 ลิตร i-VTEC ให้กำลังสูงสุด 90แรงม้า และแรงบิด 110Nm ซึ่งเป็นบล๊อกเดียวกับที่ใช้ใน Brio รวมถึงยังคงล๊อคความเร็วที่ 145กม./ชม. เช่นเดิม ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบเกียร์ CVT ยันระบบบังคับเลี้ยว ที่เป็นพวงมาลัยไฟฟ้า EPS และเบรกแบบ หน้าดิสก์ หลังดรัม ที่เป็นชุดยกเซ็ตกันมาจาก Honda Brio แต่ในส่วนของช่วงล่างนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งอิงสเป็กเดิม นั่นก็คือ ด้านหน้าแบบ แม็คเฟอร์สัน สตรัท ด้านหลังทอร์ชั่น บีม H type เท่าที่ได้ฟังมาจาก ทีมวิศวกรชาวญี่ปุ่น ได้บอกว่า ในส่วนของด้านหน้านั้น ค่าความแข็งของสปริงยังคงเดิม แต่ความสูงนั้นเพิ่มขึ้น แต่ที่แตกต่างจะอยู่ที่ด้านหลังจากการเซ็ตช่วงล่างหลัง ให้รองรับกับท้ายที่มีน้ำหนักมากกว่า Brio เพียงเท่านั้นที่เป็นจุดที่แตกต่าง
เมื่อถึงเวลาในการขับทดสอบ โดยให้ขับกันคนละ 3 รอบสนามเต็ม ในรอบแรกนั้นก็ได้ขับแบบเรื่อยๆ เพื่อเก็บไลน์ของสนาม และใน 2 รอบหลังก็ ลองหวดเท้าดู แต่ก็ไม่ได้ซัดเต็มอะไรมากมาย เนื่องจากเป็นรถ Eco Car ซึ่งดูจะไม่ค่อยเหมาะกับ การใช้งานในรูปแบบขับแข่งขัน หรือ ซัดกันเต็มทั้งทางตรงและโค้งนัก เท่าที่ได้ขับมาและลองสัมผัสดู โดยส่วนตัวนั้น รู้สึกว่ามันก็ เหมือนกับการขับ Honda Brio นั่นล่ะ ไม่ค่อยจับสัมผัส ความต่างได้สักเท่าไรนัก ฟีลลิงที่จับได้หลักๆอยู่ที่การทำงานของเครื่องยนต์ ในจังหวะออกตัวเร่ง และ การทำงานของเกียร์ ซึ่งเครื่องยนต์บล๊อกเล็ก แต่ก็ให้การตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ ค่อนข้างดี ไม่ได้ขี้เหล่นัก กับการทำงานของเกียร์ CVT ซึ่งค่อนข้างไปแบบต่อเนื่องๆ ถ้าขับแบบกระแทกคันเร่ง ขยี้แบบในสนามแก่งกระจานนี้ ดูจะไม่ค่อยเหมาะกับนิสัยของเจ้าเกียร์ CVT นี้นัก ที่ต้อง Kick Down ลงกันบ่อยๆ ในส่วนของน้ำหนักแป้นเบรก ถือว่าทำได้ Ok ซึ่งโดยส่วนตัวชอบน้ำหนักของการเซ็ตเบรกของ เจ้า Brio กับ 1.2 ลิตร ซีดาน คันนี้มากกว่า เบรกของ Jazz ที่เป็น ดิสก์เบรก 4 ล้อเสียอีก เพราะกับน้ำหนักเท้าแบบผม มันสั่งหยุดได้ดีกว่า Jazz ในจังหวะที่ถึงไพล่อน แล้วกดเบรก ก่อนที่จะหักโยนพวงมาลัยเข้าโค้ง มันสามารถหยุดม้า ราว 90ตัวนี้ได้อยู่ เลยทีเดียว สำหรับพวงมาลัยนั้น ให้น้ำหนักที่เบามือดี แต่เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นหน่อย น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นนิด ยังดูว่าเบาอยู่ การหักเลี้ยวโยนเข้าโค้ง ยังดูไม่ค่อยมั่นคงนัก แต่ก็ตามประสาของพวงมาลัย Eco Car ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีกว่านี้มากมาย ซึ่งทำได้เท่านี้ กับการใช้งานที่ถูกล๊อคความเร็วที่ 145กม./ชม. ดูจะเพียงพอแล้วล่ะ ส่วนช่วงล่าง ถือว่าตามราคาที่คิดไว้ คือ ไม่ได้หนึบอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้ดูแย่ ถ้าเทียบกับที่คิดไว้ ถือว่า มันเกาะอยู่กว่าที่คิดด้วยซ้ำ ในจังหวะเข้าโค้งแบบหักศอก รถมีการโยนตัวมาก ตามประสาไม่แปลกใจนัก แต่อาการ Under Steer จะออกเลย เมื่อเข้าที่ความเร็วเยอะเกินไป ซึ่งต้องคอยถอนคันเร่ง เพื่อให้เอารถอยู่ในไลน์สนาม โดยรวมๆแล้ว อย่างที่ได้บอกไปว่า รู้สึกไม่ต่างจากตัว Brio จากที่เคยได้ขับมาเพียงเล็กน้อย ซึ่งถือว่าทำได้ตามที่คาดหวังไว้ ทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง แต่การเซ็ตแป้นเบรกดีกว่าที่คิด
สรุป ถึงแม้จะยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ รวมถึงชื่อรุ่น ก็ตาม แต่กระแสที่เรียกกันว่า Brio Sedan นั้น ดูจะเป็นคำนิยาม ที่ใช้แทนเจ้ารถคันนี้ได้อย่างถูกต้อง เพราะทั้งภายนอก, ภายใน ยันไปถึงข้อมูลทางเทคนิค เครื่องยนต์, เกียร์, เบรก และช่วงล่างที่เหมือนกันจนแทบจะไม่เห็นความต่าง ซึ่งสำหรับเจ้ารถ 1.2 ลิตร ซีดานใหม่ คันนี้ มันก็มีกลุ่มตลาดของมันอยู่แล้วล่ะ คือ กลุ่มคนที่ต้องการรถ Eco Car แบบ 4 ประตู ที่ไม่ใช่ Almera ซึ่งโจทย์ต่อไป คือจะทำยังไง ที่ตีกลุ่มตลาดนี้ มาจาก Almera ให้ได้ ซึ่งโดยส่วนตัว อยากให้มีการจับยัดออปชั่น ของอุปกรณ์ให้ดีกว่าตัว Brio เพราะ ในตัวของ Brio นั้นสเป็กต่ำที่สุด ใน Eco Car แล้ว ขนาดตัว Top กระจกมองข้างยังต้องใช้มือพับเลย ที่เหลือนอกจากการเติมเสริมออปชั่นเข้าไปแล้วก็ อยู่ที่ราคาว่าจะเปิดราคาแรงกว่า ตัว Hatchback อย่าง Brio มากไหม กับราคาที่ต้องอัพเพิ่มขึ้น เพื่อมาเป็นค่าความใหญ่ขึ้นของขนาดบั้นท้าย และที่เหลือก็ขึ้นกับความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งหวังว่า ทุกคนคงจะได้ไปยลโฉม เจ้าฮอนด้า 1.2 ลิตร ซีดานใหม่ คันนี้ในงาน Motor Expo ปลายปีนี้อย่างแน่นอน

ในการขับทดสอบครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ ฝ่าย PR Honda Automobile ประเทศไทย ที่ได้เชิญชวนเข้าร่วมทดสอบรถยนต์ 1.2 ลิตร ซีดานใหม่ เป็นกลุ่มแรก

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

All-New Mitsubishi Outlander 2013 เปิดตัวที่ญี่ปุ่น มีคิวอวดโฉมในงาน Motor Expo


หลังออกจำหน่ายในตลาดยุโรปและรัสเซียไปแล้ว Mitsubishi Outlander เจนเนอเรชั่นที่สามได้ฤกษ์ออกทำตลาดบ้านเกิด โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 2.4 ล้านเยนถึง 3.1 ล้านเยน แบ่งเป็นสี่รุ่นย่อย 2.0G, 2.4G, 2.4G Safety Package และ 2.4G Navi Package ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน MIVEC ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแปรผันต่อเนื่อง INVECS-III CVT 6 สปีด

ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อโดดเด่นด้วยการควบคุมอิเลกทรอนิก ปรับโหมดการขับขี่ได้สามแบบ โดยมีอุปกรณ์พิเศษคือระบบ S-AWC ซึ่งจะกระจายแรงบิดสู่ล้อด้านซ้ายและขวาอย่างสมดุลเพื่อเพิ่มเสถียรภาพ ขณะที่ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแบบไฟฟ้าแทนที่ไฮโดรลิกในรุ่นเดิม
ระบบความปลอดภัยมีครบครัน Outlander นับเป็นรถ Mitsubishi รุ่นแรกที่ใช้แพ็คเกจ e-Assist ประกอบด้วยระบบป้องกันการชนด้านหน้า Forward Collision Mitigation ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนเลน Lane Departure Warning และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับตั้งได้ Adaptive Cruise Control นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวรุ่นใหม่ Active Stability Control และถุงลมนิรภัยอีกเจ็ดลูก
Outlander มาพร้อมกับดีไซน์ตัวถังที่ลู่ลมทำให้ระดับแรงเสียดทานอากาศอยู่ที่เพียง 0.33 จึงมีอัตราบริโภคน้ำมันเพียง 15.2 กม./ลิตรในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ และ 14.4 กม./ลิตรในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งเข้าตามเกณฑ์มาตรฐานความประหยัดเชื้อเพลิงของญี่ปุ่นประจำปี 2015
ในห้องโดยสารเน้นตกแต่งด้วยสีดำเงา สลับด้วยสีเงินและวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มมือ เบาะแถวสองพับแยกส่วน 60:40 ขณะที่เบาะแถวที่สามพับได้ 50:50 หากพับเบาะทั้งหมดลงจะมีเนื้อที่ยาวถึง 1,685 มม. มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 335 มม.
ในรุ่นท็อปไลน์ 2.4G Navi Package มาพร้อมกับระบบ Mitsubishi Multi Communication System (MMCS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แสดงผลผ่านหน้าจอ7 นิ้ว ความละเอียดสูง รองรับระบบนำทางเนวิเกเตอร์ บลูทูธและกล้องมองหลัง ขณะที่ในรุ่นรองลงไปจะใช้หน้าจอ 6.1 นิ้วแทน อย่างไรก็ตาม ระบบเครื่องเสียงชั้นดี Rockford Fosgate Premium Sound ถูกติดตั้งในทุกรุ่นย่อย
สีสันตัวถังมีให้เลือกจุใจถึงหกสี ได้แก่ สีฟ้า Cosmic Blue Mica สีดำ Black Mica สีเทา Titanium Grey Metallic สีเงิน Cool Silver Metallic สีขาว White Pearl และสีใหม่ล่าสุดคือ Copper Metallic finish
Mitsubishi กำหนดเป้ายอดขายในญี่ปุ่นอยู่ที่ 1,000 คันต่อเดือนภายในปีนี้ สำหรับตลาดลำดับต่อไปของ Outlander คือภูมิภาคโอเชียเนียและอเมริกาเหนือ ขณะที่รุ่นปลั๊กอินไฮบริดจะเปิดตัวในญี่ปุ่นต้นปีหน้า และถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราจะได้เห็นรถรุ่นนี้ในงาน Motor Expo 2012 ที่เมืองไทย ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

Toyota Tundra Pro Bass Anglers รถกระบะสำหรับคนรักการผจญภัย


Toyota เตรียมส่งรถกระบะ Tundra CrewMax รุ่นตกแต่งพิเศษที่ร่วมมือกับ Britt Myers นักตกปลามือโปรระดับ Bassmaster Elite Series เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ตกปลานานาชนิดออกอวดโฉมที่งาน SEMA show ซึ่งเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ที่ลาสเวกัส

Tundra Pro Bass Anglers อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ตกปลาครบครันและระบบต่างๆที่เน้นการใช้งานอย่างง่ายดายเพื่อให้การออกทริปแบบแอดเวนเจอร์ในช่วงสุดสัปดาห์มีความสนุกสนานมากที่สุด
ใต้ฝากระโปรงใช้เครื่องยนต์บล็อกใหญ่ V8 ความจุ 5.7 ลิตร i-FORCE DOHC พ่วงด้วยชุดซูเปอร์ชาร์จและระบบระบายไอเสียของ TRD ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขณะเดียวกันยังใช้ช่วงล่างที่ยกตัวรถให้สูงขึ้นกว่าเดิม 12 นิ้วหรือ 1 ฟุต พร้อมใช้ระบบเบรกขนาดใหญ่และช็อกอัพของ TRD
พร้อมขับขี่ไปได้ทุกที่ด้วยล้ออัลลอย ATX 20×11 หุ้มยาง Mud Grappler สำหรับการตะลุยทางโคลนสมบุกสมบันเต็มพิกัด บนหลังคาติดตั้งแร็กรองรับสัมภาระ กรอบไฟหน้ารมดำ ซุ้มล้อขนาดใหญ่ของ Bushwacker ขณะที่ในห้องโดยสารใช้ไฟเบอร์กลาสบนแผงแดชบอร์ดทั้งหมด พร้อมเครื่องเสียงคุณภาพเยี่ยม

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

2013 Lexus LS 460 F Sport อีกขั้นความสปอร์ตโดยสำนัก Five Axis


อีกไม่ถึงสัปดาห์ที่มหกรรมแสดงเทคโนโลยีโมดิฟายด์รถยนต์ 2012 SEMA show จะระเบิดความมันขึ้นแล้ว หลายค่ายรถต่างทยอยเผยโฉมทีเด็ดที่เตรียมนำมาโชว์ตัวที่งานซึ่งจัดขึ้นในลาสเวกัสอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแบรนด์หรูอย่าง Lexus ซึ่งในปีนี้ยังคงใช้บริการพันธมิตรเจ้าเดิมอย่าง Five Axis ในการปรับแต่งรถยนต์เข้าร่วมงาน

ผลงานของ Five Axis ในปีนี้คือการแปลงโฉมรถฟูลไซส์ซีดานในไลน์ 2013 Lexus LS โดยเลือกเอารุ่นสปอร์ต LS 460 F Sport มาแต่งเพิ่มเติม
ไฮไลท์ของการโมดิฟายด์ที่เห็นได้ชัดเจนคือชุดบอดี้คิทอันดุดันรอบคัน ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากชุดแต่งที่เคยสร้างเสียงฮือฮาไว้กับรุ่น GS 350 F Sport เมื่อปีที่แล้ว แต่ดึงดูดสายตากว่าเดิมด้วยการเติมเส้นสาย ใส่ซุ้มล้อแบบมีช่องระบายความร้อนและแผงดิฟฟิวเซอร์ที่กันชนหลัง
ตัวถังรถใช้สีบรอนซ์ไทเทเนียมแบบด้าน พร้อมเน้นความโดดเด่นด้วยการใช้สีเทาเข้มที่กระจังหน้าและปลายท่อไอเสีย ขณะที่ล้ออัลลอยออกแบบโดย Five Axis เอง มีขนาดใหญ่โตถึง 22 นิ้ว เสริมให้รถมีกลิ่นอายของรถแข่ง พร้อมปรับลดส่วนสูงลงอีกเล็กน้อยด้วยชุดช่วงล่าง AirRunner TC-5
ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของเครื่องยนต์ จึงคาดการณ์ได้ว่าน่าจะใช้ขุมพลังสแตนดาร์ดของ LS 460 F Sport ซึ่งเป็นบล็อก V8 ความจุกระบอกสูบ 4.6 ลิตร ผลิตพละกำลังสูงสุด 386 แรงม้า แรงบิด 367 ฟุตปอนด์
เชื่อได้ว่า Lexus ไม่ได้หยุดแค่ LS 460 F Sport เวอร์ชั่น Five Axis ที่จะนำมาโชว์ที่งาน SEMA เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายโมเดลที่ตกแต่งในสไตล์แบรนด์ญี่ปุ่นสุดหรู นอกจากนี้ ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงความเคลื่อนไหวของ Lexus ที่งานดีทรอยท์ ออโต้โชว์ในเดือนมกราคมปีหน้า โดยเฉพาะรถต้นแบบ LF-CC ที่คาดว่าจะมีเซอร์ไพรส์ให้ชมกัน

Chevrolet Sonic Dusk เสริมความหรูหราสำหรับลูกค้าอเมริกัน ในงาน SEMA Show


รถต้นแบบ Sonic Dusk เคยออกโชว์ตัวอยู่ในบูธของ Chevrolet ในงาน SEMA Show เมื่อปลายปีที่แล้ว การกลับมาในครั้งนี้พิเศษกว่าเดิมเพราะเป็นรุ่นโปรดักชั่นที่พร้อมจะออกจำหน่ายจริงทันทีหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอวดโฉมในงาน SEMA 2012 ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นที่ลาสเวกัสสัปดาห์หน้า

แนวคิดหลักของการออกแบบรถซับคอมแพกต์รุ่นพิเศษนี้ คือการเติมแต่งความเรียบหรูให้กับรถเล็กราคาประหยัด โดย Chevrolet จับเวอร์ชั่นซีดานมาตกแต่งด้วยการใส่ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 18 นิ้ว พร้อมทำสีด้านบริเวณกระจังหน้า ที่จับเปิดประตู ป้ายทะเบียนและกรอบกระจกบังลม
ในห้องโดยสารถูกปรับแต่งใหม่เช่นกัน ดีไซเนอร์ของ Chevrolet ใช้หนังและหนังกลับตกแต่งเบาะที่นั่งตัดเย็บด้วยสีที่ตัดกัน ขณะที่แผงคอนโซลเชื่อมยาวไปถึงข้างประตูใช้สีน้ำตาลอ่อนสลับดำ นอกจากนี้ Sonic Dusk ยังมาพร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สายและอินโฟเทนเมนท์รุ่นใหม่อย่าง MyLink และบลูทูธ
เครื่องยนต์แน่นอนว่าต้องเป็นรุ่นท็อป Ecotec ขนาด 1.4 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้พละกำลังที่ 138 แรงม้า แรงบิด 148 ฟุตปอนด์ Chevrolet คอนเฟิร์มด้วยว่า ระบบส่งกำลังจะมีทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 สปีด
รอบสื่อมวลชนของงาน SEMA Show 2012 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ สำหรับแฟนๆรถซับคอมแพกต์เจนเนอเรชั่นวายรุ่นนี้ โปรดรอยลโฉมได้อีกไม่กี่อึดใจ

Fisker ไม่พลาดส่ง Karma รุ่นโมดิฟายด์พิเศษที่งาน 2012 SEMA Show


กระแสของมหกรรมเทคโนโลยีโมดิฟายด์รถยนต์อย่าง SEMA Show มาแรงจนฉุดไม่อยู่ ล่าสุด Fisker ค่ายรถอเมริกันตัดสินใจส่งรถเข้าร่วมจัดแสดงในงานนี้เช่นกัน ด้วย Karma รถสปอร์ตซีดานขุมพลังไฮบริดสุดหรูเวอร์ชั่นพิเศษ

แต่ใครที่คาดว่าจะได้เห็นความโฉบเฉี่ยวอาจจะผิดหวังเล็กน้อย เพราะ Karma เวอร์ชั่นตกแต่งพิเศษ ไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร Fisker เลือกใช้การหุ้มด้วยฟิล์มของ 3M ในการเปลี่ยนแปลงสีสันของตัวรถ เป็นการตอกย้ำการเป็นพันธมิตรร่วมกันของทั้งสองบริษัท ขณะเดียวกัน ยังมี Karma อีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่เน้นทำสีรถตามเอกลักษณ์ของแบรนด์น้ำมันเครื่อง Mobil 1 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรของ Fisker
Fisker เผยว่า Karma เวอร์ชั่น 3M จะถูกห่อหุ้มตัวถังทั้งหมดด้วยฟิล์มชนิดพิเศษและจะเปลี่ยนธีมสีสันในทุก 24 ชั่วโมงเพื่อแสดงให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นถึงวิธีการติดตั้งและถอดฟิล์มจากตัวถังรถที่สะดวกง่ายดาย
ค่ายรถที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียรายนี้ระบุด้วยว่า เจ้าของรถ Karma ทุกคันจะได้รับการรับประกันห้าปีเต็มหากติดตั้งฟิล์ม 3M ด้วยช่างเทคนิคผู้ชำนาญการที่ดีลเลอร์ Fisker ทั่วโลก
สำหรับ Karma เวอร์ชั่น Mobil 1 “American Icon” จะจอดโชว์ตัวอยู่ที่ DUB Arena ด้านนอก South Hall ในศูนย์นิทรรศการ Las Vegas Convention Center มาพร้อมกับตัวถังสีบรอนซ์เงิน Gloss Sterling Silver คาดด้วยแถบสีน้ำเงินแบบด้าน Matte Blue Metallic

2015 Honda Civic Type-R จะมาพร้อมพละกำลัง อย่างน้อย 250 แรงม้า


ถือเป็นยนตรกรรมอีกหนึ่งรุ่นที่มีแฟนพันธุ์แท้ติดตามอยู่ทั่วโลก สำหรับ Honda Civic Type-R ที่มีกำหนดการเผยโฉมในปี 2015 ข่าวคราวล่าสุดจากเวบไซต์ Auto Express ระบุว่า รถคอมแพกต์สมรรถนะสูงรุ่นนี้จะมีพละกำลังมากกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้ โดยจะใช้ขุมพลังขับเคลื่อนบล็อก 4 สูบ ไดเรคอินเจคชั่น ความจุ 1.6 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จ ผลิตพละกำลังมากกว่า 250 แรงม้าและอาจส่งกำลังด้วยเทคโนโลยีเกียร์อัตโนมัติดูอัลคลัตช์ 8 สปีดอันล้ำสมัย

ด้วยน้ำหนักตัวถังที่อาจจะต่ำกว่า 1,200 กก. Honda วางเป้าหมายให้ Civic Type-R สามารถทำสถิติรอบสนามแข่ง Nürburgring เร็วที่สุดในกลุ่มรถขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งปัจจุบันสถิติดังกล่าวเป็นของ Renault Megane RS Trophy ที่สามารถทำเวลาอยู่ที่ 8 นาที 8 วินาที
ที่น่าเสียดายก็คือ Honda Civic Type-R 2015 จะมีเพียงเวอร์ชั่นห้าประตูเท่านั้น ไม่มีตัวถังแบบสามประตู แต่ Honda ก็อาจจะพิจารณาผลิตโฉมเอสเตทออกทำตลาดด้วย

2013 Toyota Prius Persona Series เพิ่มสไตล์ให้รถไฮบริด สำหรับลูกค้าอเมริกัน


Toyota ซุ่มเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นย่อยของรถพลังไฮบริด Prius Persona Series ออกสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ “สไตล์” มากกว่ารถประหยัดพลังงานแบบเดิมๆ โดยใช้สีโปรโมทเป็นสีแดงอมม่วง Black Cherry Pearl (พร้อมกับมีสีดำ Black และ Blizzard Pearl ให้เลือกใช้ด้วย) มาพร้อมล้ออัลลอยแบบห้าก้านดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งเพิ่มสีสันเช่นกัน ดีไซเนอร์ของ Toyota ใช้เบาะที่นั่งหนังสีดำตัดเย็บด้วยด้ายสีแดง สลับการตกแต่งด้วยโครเมียมสีเข้มบนพวงมาลัย แผงประตูและคันเกียร์
Prius Persona Series ใช้ขุมพลังขับเคลื่อนเหมือนกับรุ่นสแตนดาร์ด เป็นระบบไฮบริดเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 ลิตร พละกำลัง 134 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม.ได้ภายในเวลา 9.8 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 180 กม./ชม.
2013 Prius Persona มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 27,130 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแพงกว่า Prius Three อยู่ราว 1,365 เหรียญฯ

ยาง Toyo จัดเต็มรถแต่งออกงาน SEMA โชว์ทั้ง Murcielago, G-Class และ FR-S


Toyo บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จากญี่ปุ่นหวนคืนสู่เวที SEMA Show อีกครั้งด้วยการจับมือกับสำนักแต่งระดับโลกร่วมกันจัดแสดงรถต้นแบบทั้งหมดสี่รุ่น โดยโมเดลที่เป็นไฮไลท์ของ Toyo ในงานประจำปีนี้คือซูเปอร์คาร์ Lamborghini Murcielago พร้อมกับอีกหลายยนตรกรรมที่ทาง Toyo เลือกมาโมดิฟายด์เพื่อจะแสดงยางได้หลากหลายซีรีส์ไปพร้อมกัน

สำหรับ Lamborghini Murcielago LP 620 เป็นผลงานการโมดิฟายด์ของสำนัก Liberty Walk จากญี่ปุ่นซึ่งเลื่องชื่ออยู่ในระดับแถวหน้าของเอเชียในการโมดิฟายด์ซูเปอร์คาร์อิตาลี เริ่มจากการติดตั้งกันชนหน้าและเสริมซุ้มล้อด้วยการยิงหมุดน็อตเพิ่มภาพลักษณ์ความดิบ พร้อมปีกสปอยเลอร์ขนาดกำลังดีและการห่อหุ้มตัวถังด้วยไวนิลสแตนเลส
ความโดดเด่นของ Murcielago LP 620 ยังอยู่ที่ล้ออัลลอยซึ่งหุ้มด้วยยาง Toyo Proxes T1R มีขนาด 19 นิ้วที่ด้านหน้าและ 20 นิ้วที่ด้านหลัง เคียงข้างด้วยชุดเบรกของแบรนด์ CSD
อีกหนึ่งไฮไลท์ในบูธ Toyo คือการปั้นแต่ง Ford F-150 SVT Raptor โดยฝีมือของสำนัก Custom Truck HQ มาพร้อมกับยางซีรีส์พิเศษ Open Country A/T II โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบออฟโรดและการสาดสีตัวถังบรอนซ์เงินแบบพิเศษ
สำหรับอีกสองรุ่นเป็นฝีมือของสำนักออกแบบตัวถังชื่อดังของญี่ปุ่น คือ Wald International เริ่มจากการโมดิฟายด์รถเอสยูวี Black Bison Edition Mercedes-Benz G Class มาพร้อมกับยางสมรรถนะสูง Proxes ST II ของ Toyo
ผลงานอีกหนึ่งรุ่นของ Wald International คือ Wald Scion FR-S รถสปอร์ตคูเป้ฝาแฝดของ Toyota GT86 สะดุดตาด้วยชุดบอดี้คิทที่เพียบพร้อมด้วยกันชนหน้า สเกิร์ตด้านข้าง และกันชนหลังที่รองรับท่อไอเสียทรงคู่ ส่วนล้ออัลลอย Volk Racing มีขนาด 18 นิ้วคู่กับยางเกรดซูเปอร์สปอร์ตอย่าง Toyo Proxes T1-Sport

Chevrolet Trailblazer ใจถึงก็ไปถึง ท้าลุยพิชิตรางวัลทองคำ มูลค่ากว่า 3 แสนบาท


ตลาดรถยนต์เมืองไทยถือได้ว่าเป็นตลาดใหญ่ของรถปิคอัพขนาดหนึ่งตันที่มีทั้งเรื่องของการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือผู้ผลิตหลายรายเริ่มที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย อีกทั้งยังมีในส่วนของการออกแบบ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศ นอกจากนี้การเติบโตอย่างต่อเนื่องและวิวัฒนาการของรถปิคอัพเหล่านี้ที่ได้ทำให้เกิดรถยนต์ในกลุ่มรถปิคอัพดัดแปลง หรือบางคนเรียกว่ารถเอนกประสงค์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตอกย้ำว่ารถปิคอัพขนาดหนึ่งตันนั้นมีความสำคัญขนาดไหน ในตลาดรถยนต์เมืองไทยมีการเฝ้าจับตาดูการมาร่วมวงของเชฟโรเลตในส่วนของรถยนต์กลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง ชื่อของเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ถูกผู้คนถามถึงตามสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง แต่แม้ว่าจะมีคนถามถึงมาเป็นจำนวนมากแต่ทางเชฟโรเลตเองก็ไม่ได้เร่งรีบที่จะปล่อยรถออกมาตามกระแส มิหนำซ้ำยังบ่มเพาะเก็บเอาไว้จนได้ที่จนถึงเวลาที่ทำการเปิดตัวต่อสาธารณชน และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะได้มีโอกาสสัมผัสดูซักที

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่าภาพลักษณ์ความเป็นรถอเมริกันของเชฟโรเลตนั้นยังคงติดอยู่ในใจอย่างหนักแน่น มาคราวนี้เชฟโรเลตเองก็ไม่ได้ทิ้งจุดแข็งตรงนี้ไปอีกทั้งการนำเสนอภาพยนต์โฆษณาก็ตอกย้ำความเป็นรถพันธ์แกร่งของตัวเองอย่างเหนียวแน่นอีกต่างหาก ดังนั้นโจทย์ที่มีในใจผมคราวนี้มากมายเหลือเกินครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแกร่ง สมบุกสมบันจริงหรือ นอกจากนี้ถ้าเป็นรถในกลุ่มนี้แล้วเรื่องของความสะดวกสบายจะเป็นอย่างไร คนที่ต้องการใช้รถยนต์คันนี้สำหรับการใช้งานในครอบครัวจะถูกใจมั้ย ว่าแล้วผมก็หอบเอาคำถามต่างๆขึ้นรถมาพร้อมกับการพิสูจน์ทันทีโดยตั้งใจว่าเมื่อลงจากรถแล้วค่อยมาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกภายในกันทีหลังดีกว่า เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ปุ๊บ เสียงเครื่องยนต์ที่เข้ามาในห้องโดยสารถือว่าทำได้ดีทีเดียว กับเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตร คอมมอนเรล 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดที่ถูกโยกคันเกียร์มาอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะเริ่มเคลื่อนตัวทันที การขับในเมืองบนถนนหลวงนั้นยังคงทำได้ดีอย่างต่อเนื่องในเรื่องของเสียงในห้องโดยสาร ส่วนเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่นั้น 180 แรงม้า 470 นิวตันเมตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงก็พร้อมที่จะถูกเรียกออกมาใช้งานในทุกสถานการณ์ การทำความเร็วในการเดินทางยังคงออกแนวดุดัน ทันใจในสไตล์ของเชฟโรเลตครับ ทุกครั้งที่กดคันเร่ง รถตอบสนองทันทีเสียงเครื่องยนต์ดังเพิ่มขึ้นตามรอบเครื่องยนต์ที่ถูกสั่งให้ทำงาน อาการรอรอบ อาการกระตุกต่างๆไม่มีให้เห็น ซึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้กับระบบควบคุมการสั่งการทำงานทั้งหมดที่คำนวณเรื่องของการใช้คันเร่งและการทำงานของเครื่องยนต์ให้เป็นไปในความเหมาะสม ซึ่งในส่วนนี้น่าจะเห็นผลที่ได้เพิ่มนอกจากเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่แล้วก็คงจะเป็นเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง พ้นจากสภาพการจราจรในเมืองมาผมก็มีโอกาสที่จะได้ใช้ความเร็วเพิ่มมากขึ้นด้วยความสงสัยในเรื่องของกำลังการใช้งานซึ่งคำตอบที่ได้ก็ถือว่าหายคาใจครับเครื่องยนต์ให้การขับขี่ที่เร้าใจ เน้นในเรื่องของอัตราเร่งและพละกำลังอย่างสุดๆ ระบบช่วงล่างถูกผมลองดีเมื่อเปลี่ยนจากการใช้งานบนถนนที่เรื่องความนุ่มนวลสะดวกสบายในการใช้งานปกติถือว่าเป็นที่น่าพอใจ มาใช้งานในแบบหนักขึ้นมาหน่อยสำหรับการขับในถนนที่ค่อนข้างขรุขระและสมบุกสมบัน เรียกได้ว่าพยายามหาถนนให้ใกล้เคียงกับภาพยนต์โฆษณามากที่สุดเชียวล่ะ เนื่องจากในช่วงที่ทำการทดสอบเป็นกลุ่มผมไม่ได้มีโอกาสไปร่วมด้วย เลยต้องพยายามเอามาลองซะเองกับทางที่โหดขึ้นมาหน่อยแต่ก็ไม่ถึงกับโหดมากเกินไป การควบคุมของพวงมาลัยยังนิ่งและสบายๆ น้ำหนักของพวงมาลัยกับขนาดทำให้การควบคุมทำได้ง่ายขึ้น หลุมหรือผิวขรุขระที่เจอไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่า เทรลเบลเซอร์ยังเอาอยู่ ส่วนเรื่องของความนุ่มนวลที่สอบผ่านนั้นมาแสดงให้เห็นว่าถ้าเป็นทางแบบนี้ล่ะก็ใช่เลยทีเดียวถูกที่ถูกตัวจริงๆ พอหอมปากหอมคอกับการลองที่อยากทำให้ผมมีโอกาสได้ขับแบบหนักๆกับทมางโหดๆมากกว่านี้แต่ว่าด้วยความเคารพและเกรงใจ ลองกันแค่พอรู้สึกแค่เข้าถึงก็พออย่าถึงขั้นได้ชื่อว่าเอารถไปทำลายเลยดีกว่าอีกทั้งกลุ่มเป้าหมายในการซื้อเทรลเบลเซอร์นั้นคงมีจำนวนน้อยนิดเดียวเท่านั้นที่หวังจะเอาไปลุยกันแบบโหดๆ อีกทั้งครั้งนี้ผมเอารุ่นที่เป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อมาลองครับเนื่องจากนี่น่าจะเป็นตัวที่ได้รับความสนใจมากที่สุดทั้งในด้านราคาและเรื่องของความเหมาะสมในการใช้งาน
กลับมานั่งพักและมีเวลามองดูเทรลเบลเซอร์แบบสบายๆก็ต้องยอมรับว่าเรื่องของความสวยงามลงตัวทั้งภายนอกและภายในที่เน้นทั้งเรื่องของประโยชน์ในการใช้งานและความสวยงามควบคู่กันไป อีกจุดหนึ่งที่เป็นจุดที่น่าสนใจคือเรื่องของความปลอดภัยที่ทางเชฟโรเลตได้ใส่มาเต็มๆ ทั้งเรื่องของระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบเบรกชุดใหญ่ที่ใส่มาทั้ง ABS, EBD และ PBA เป็นต้น ยังไม่นับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว อีกนะ เรียกว่าครบเครื่องจริงๆครับสำหรับเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ที่หลายคนอาจจะบอกว่ามาช้าแต่วันนี้ทางเชฟโรเลตตอบกลับมาในตัวของเทรลเบลเซอร์แล้วล่ะครับว่าที่มาช้าเพราะชัวร์
หากอยากรู้ว่าเป็นยังไงแล้วเชฟโรเลต เทรลเบรลเซอร์จะมีคุณสมบัติถูกใจขนาดไหนล่ะก็วันที่ 10-11 พฤศจิกายนนี้ทำตัวให้ว่างไว้แล้วไปเจอกันที่ ซีตอนสแควร์ ครับกับ
“เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ท้าลุย!!” เพราะมีสนามทดสอบให้สามารถพิสูจน์เชฟโรเลต เทรลเบรลเซอร์ได้ด้วยตัวคุณเอง อีกทั้งยังมีรางวัลใหญ่และกิจกรรมต่างๆรออยู่มากมาย พลาดไม่ได้จริงๆครับ

ยอดขาย Honda เติบโตเกินคาดในเวลาเพียง 6 เดือน หลังกลับมาเดินสายการผลิต


ฮอนด้าเผยยอดขายเติบโตเกินคาดในเวลาเพียง 6 เดือน หลังกลับมาเดินสายการผลิตอย่างเต็มกำลัง

• ยอดขายสูงถึง 103,709 คัน นับตั้งแต่เดินสายการผลิต (เม.ย – ก.ย.) ซึ่งเติบโตกว่าเท่าตัว หรือสูงขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 15% และขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาดรถยนต์โดยรวม
• เปิดตัวรถยนต์มากถึง 9 รุ่น เพื่อรองรับลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ทั้งรถยนต์พลังงานทางเลือก และกลุ่มลูกค้ารถยนต์คันแรก
• เตรียมรุกตลาดในไตรมาส 4 ด้วยการเปิดตัวซีดาน 1.2 ลิตรรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นรุ่นที่ 10 ที่เปิดตัวในปีนี้
กรุงเทพฯ วันที่ 29 ตุลาคม 2555 – บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยยอดจำหน่ายเติบโตเกินคาดหลังกลับมาเดินสายการผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคมเป็นต้นมา โดย 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้สูงถึง 103,709 คัน (เมษายน-กันยายน 2555) เพิ่มสูงขึ้นถึง 140% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ยอดจำหน่ายสะสมในปี 2554 จำนวน 43,237 คัน) โดยในช่วงเดียวกันนี้ ฮอนด้ามีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 15% และขึ้นมาอยู่เป็นอันดับ 2 ในตลาดรถยนต์โดยรวมเป็นครั้งแรก
ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ฮอนด้ามีการทำตลาดอย่างแข็งแกร่งและรวดเร็ว โดยเปิดตัวรถยนต์ถึง 9 รุ่น เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์นำเข้า 3 รุ่น คือ โอดิสซีย์ สเตปแวกอน สปาด้า และซีอาร์-ซีร์ ตามด้วยการเปิดตัว ซีวิค แจ๊ซ ไฮบริด ซิตี้ ซีเอ็นจี ฟรีด บริโอ้ (S AT) และซีอาร์-วี โดยใน 9 รุ่นนี้ มีรถยนต์ที่เป็นกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือกถึง 3 ประเภท คือ E85 ไฮบริด และก๊าซซีเอ็นจี รวม 4 รุ่น นับเป็นสถิติการเปิดตัวรถมากรุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ตารางแสดงยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวม
ผู้ผลิตยอดเดือนกันยายนยอดสะสม เม.ย. – ก.ย.
(ตั้งแต่กลับมาเดินสายการผลิด)
ยอดสะสมทั้งปี
ม.ค. – ก.ย.
ยอดจำหน่าย (คัน)ส่วนแบ่งตลาด(%)ยอดจำหน่าย (คัน)ส่วนแบ่งตลาด (%)ยอดจำหน่าย (คัน)ส่วนแบ่งตลาด (%)
Toyota46,56835.0259,56236.4380,75138.1
Honda19,46514.6103,70914.5106,44410.6
Isuzu17,04612.8100,23914.0150,00315.0
อื่นๆ49,79537.5250,12035.0363,37936.3
ยอดรวม132,874100713,6301001,000,577100

ตารางแสดงยอดจำหน่ายรถยนต์นั่ง
ผู้ผลิตยอดเดือนกันยายนยอดสะสม เม.ย. – ก.ย.
(ตั้งแต่กลับมาเดินสายการผลิด)
ยอดสะสมทั้งปี
ม.ค. – ก.ย.
ยอดจำหน่าย (คัน)ส่วนแบ่งตลาด(%)ยอดจำหน่าย (คัน)ส่วนแบ่งตลาด (%)ยอดจำหน่าย (คัน)ส่วนแบ่งตลาด (%)
Toyota20,36430.3116,04833.9167,02637.0
Honda18,61427.7100,91629.5103,51622.9
Nissan10,37615.444,57013.065,78414.6
อื่นๆ17,87226.680,88723.6114,94025.5
ยอดรวม67,226100342,421100451,266100

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่ฮอนด้ากลับมาเดินสายการผลิต เราเร่งทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ฮอนด้า ซึ่งรถยนต์ฮอนด้าแต่ละรุ่นที่เปิดตัวไปนั้นล้วนประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม อาทิ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมียอดจองถึง 25,000 คันภายในเวลา 5 เดือน ฮอนด้า ซิตี้ ซีเอ็นจี มียอดจองหลังการเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาสูงถึง 18,000 คัน และล่าสุด ฮอนด้า ซีอาร์-วีใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมียอดจองสูงถึงกว่า 8,000 คัน ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ภาพรวมจนถึงสิ้นปีนี้เรามั่นใจว่ายอดการจำหน่ายของฮอนด้าจะยังคงเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก ที่อยู่ในโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคนนี้”
ปัจจุบัน ฮอนด้ามีรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรกถึง 5 รุ่นด้วยกัน (บริโอ้ แจ๊ซ แจ๊ซ ไฮบริด ซิตี้ และซิตี้ ซีเอ็นจี) และฮอนด้าได้เตรียมการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่นับเป็นรุ่นที่ 10 ที่เปิดตัวภายในปีนี้ และจะเป็นรุ่นที่ 6 ของฮอนด้าที่อยู่ในโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก โดยรถยนต์รุ่นใหม่นี้ เป็นรถซีดาน มีขนาดเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 90 แรงม้า ดีไซน์โดดเด่นล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ และมีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมพื้นที่ห้องสัมภาระด้านหลังที่สามารถบรรจุถุงกอล์ฟได้ถึง 2 ใบ ครบครันด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย ด้วยระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS ในทุกเกรด โดยมีกำหนดเปิดตัวในเร็วๆ นี้
สำหรับลูกค้าที่สนใจข้อมูลของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป